วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

คิดให้ผิด (เผื่อ)ชีวิตเปลี่ยน

ก่อนที่ทุกท่านจะเข้าใจผิดกับชื่อบทความในครั้งนี้ ผมขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้หมายถึงให้คุณกระโดดไปทำอะไรผิดๆต่อทั้งตัวเองและสังคมนะครับ ความจริงมันเป็นการอุปมาอุปมัยเท่านั้น และในที่นี้มันก็เกี่ยวข้องกับการดูไพ่ยิปซีเท่านั้นด้วย

คำว่าคิดให้ผิดสำหรับผมนั้นมีความหมายเต็มๆว่า คิดให้ผิดจากทั่วๆไป นั่นเพราะบทความนี้ เราจะมามองไพ่ยิปซีใบที่ร้ายๆกัน ด้วยแนวคิดที่ว่า แล้วมันจะร้ายจริงหรือ???

ลองมองดูใบนี้นะครับ คุณเห็นแล้วคิดว่าอะไร


คุณเห็นไพ่ที่มีอารมณ์ สื่อถึงความน่ากลัว ความพลาดพลั้งพังทลาย ความวินาศสันตะโรและอื่นๆ โอเค แต่สำหรับผม ผมมองเห็น... ก็ความวินาศสันตะโรนั่นแหละ จะให้ผมเห็นอะไรละ?

มีหลายครั้งที่ผมอ่านไพ่ให้ลูกค้าแล้วปรากฏไพ่ใบนี้ขึ้น อย่างแรกที่พวกเขาทำก็คือร้องด้วยความตกใจ(โดยเฉพาะคนที่ดูหมอมาบ่อยๆจนชินแล้ว) หวาดกลัว สยดสยอง อ๊าคคคคค แว้ก เหวอ ว้ายยยยย และอื่นๆ พวกเขาจะตัดสินไปก่อนเลยว่าไม่ว่าคำถามนั้นๆของพวกเขาจะเป็นอะไร แต่หายนะได้มาถึงแล้ว

แต่ก่อนที่คุณจะร้องแบบเดียวกันกับคนเหล่านั้น ผมขอเบรกไว้ก่อน ด้วยคำถามที่ว่า “แล้วมันร้ายจริงหรือ” นะครับ จากนั้นเราก็วนกลับมาที่ชื่อบทความนี้ ที่ว่า “คิดให้ผิด” หรือ “คิดให้ผิดจากทั่วไป” ซึ่งก็หมายความตรงตัวเลยคือ คนอื่นมองว่ามันแย่ เราก็มองมันในมุมอื่นซะ แน่นอนว่ามันอาจยังแย่อยู่ก็จริง แต่แทนที่จะแย่แบบแย่โคตรๆ มันอาจเป็นแย่แบบเย่(ใส่สำเนียงพวก R&B ลงไป)ก็ได้

ยกตัวอย่างนะครับ คุณถามว่า โปรเจ็คที่ทำอยู่ตรงนี้น่ะ เป็นอย่างไร เป็นคำถามถึงสภาพปัจจุบันของโปรเจ็ค คุณเปิดได้ไพ่ตึกพัง ตามรูปข้างต้น คิดว่าไงครับ

เวรละ หายนะมาแล้ว งานตรูชิบหายวายวอดแน่ๆ โดนเฉ่ง โดนถีบตกเก้าอี้ ฉันจะต้องพลาดเป็นแน่

ถ้าคุณคิดทำนองนี้ ผมบอกได้เลยว่าคุณซวยแน่นอน และเป็นซวยแบบกู่ไม่กลับด้วย
ผมจำได้ว่า ครั้งหนึ่งผมเคยถามถึงโปรเจ็คที่กำลังทำอยู่(เกินครึ่ง อีกทั้งไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่) และได้เปิดไพ่ใบนี้แหละตอนที่ถามว่า ตอนนี้โปรเจ็คเป็นยังไงบ้าง ไพ่ตึกพังมาเลย ดังนั้นสิ่งที่ผมทำตอนแรกก็คือ...

ช่างมันครับ ผมปาโปรเจ็คที่ทำอยู่ทิ้งถังขยะทันที(อุปมาอีกแล้ว ผมไม่ได้ปาทิ้งจริงๆหรอก) นั่นก็เพราะไพ่ที่ขึ้นมาได้เตือนว่าผมมาผิดทางแล้ว และถ้าผมยังดันทุรังทำต่อไป แน่นอน ผมต้องตกจากหอคอยที่ตัวเองสร้างขึ้นอย่างแน่นอน ก็ฐานมันไม่มั่นคงเลยนี่นา เห็นได้ชัดว่างานที่ผมทำไปนั้นมีบางอย่างที่พลาด และพลาดอย่างแรงจนเกินเยียวยาแล้ว

ดังนั้นในมุมของผม ไพ่ใบนี้นอกจากจะบอกถึงความล้มเหลวแล้ว ผมคิดว่าไพ่ยังบอกคุณด้วยว่า จงอย่ายึดติดกับแนวคิดเดิมๆ เพราะมันไปไม่รอดแล้ว คุณจะสละเรือตอนที่เพิ่งแล่นออกไป ขณะที่ยังอยู่บนน้ำตื้นๆ หรือจะดันทุรังไปจนอยู่กลางมหาสมุทรแล้วถึงค่อยโดดหนีจากเรือที่อาจมีสัตว์ประหลาดบนนั้น หรือไฟกำลังลุกไหม้อยู่ละ แน่นอนว่าทางเลือกที่ 2 คุณจะต้องหาทางเอาตัวรอดยากกว่าทางแรกมาก

นั่นแหละครับ สิ่งที่ผมเห็นจากไพ่ร้ายๆ ความจริงผมยังมีแนวคิดในไพ่ร้ายๆอีกนะครับ เพียงแต่ตอนนี้ชักเริ่มขี้เกียจเขียนอีกแล้ว เอาเป็นว่าถ้าวันไหนได้ตัวอย่างดีๆ ผมจะเอามาฝากกันอีกนะครับ

ใครที่สนใจอยากได้คำปรึกษาดีๆด้วยไพ่ยิปซี สามารถติดต่อหาผมได้ครับ สไตล์อ่านไพ่ของผมจะเน้นที่ปัญหาและการหาทางแก้ไขครับ และไม่ต้องกลัวว่าไพ่ร้ายจะร้ายเสมอไป

The13thHighPriestess

(ก่อนจบขอฝากรูปหน้าไพ่สวยๆของไพ่หอคอยหรือตึกพัง แล้วแต่ละเรียกครับ)




วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

[Diary-16/9/14] โง่มาก็หลายปี แต่ตอนนี้กูรู้แล้ว!!!

สำหรับผมแล้ว การดูไพ่ยิปซีนั้นเคยเป็นเรื่องงมงาย แต่ก็จนกระทั่งเมื่อวานนี้เองที่จู่ๆในหัวผมก็แบบ ปิ๊ง! ขึ้นมา(คงคล้ายๆกับการหยั่งรู้ด้วยตัวเองเมื่อถึงเวลาของมันอะไรทำนองนั้น) ทั้งที่ตลอดมาผมไม่เคยกระจ่างในการพยากรณ์ไพ่ โดยเฉพาะการอ่านไพ่ให้กับตัวเองเลยสักครั้ง เป็นเวลา 5-6 ปีด้วยกัน

ผมตระหนักด้วยตัวเองแล้วว่า... เชื่ออย่างสนิทใจแล้วว่า ไพ่ยิปซีไม่ใช่เรื่องงมงาย ไม่สักนิดหากว่าเราใช้งานไพ่อย่างมีสติ และมองเห็นไพ่เป็นเครื่องมือที่เที่ยงธรรม แม่นยำและเป็นสหาย... หรือส่วนหนึ่งในตัวเราที่ซื่อสัตย์กับเราที่สุด ไพ่ไม่เคยโกหก แม้ว่าเราจะหลอกตัวเองอยู่ แต่หน้าไพ่ได้สะท้อนความจริงเสมอ

ที่ผมเรียกว่าความงมงายนั้นก็คือ การเปิดไพ่ของผมผมมักจะลุ้นและภาวนาว่าไม่ต้องการให้ไพ่ร้ายๆปรากฏขึ้น ซึ่งเมื่อรู้สึกเช่นนี้ ความหวาดกลัวก็เป็นที่บังเกิด และเมื่อความหวาดกลัวบังเกิด ผลของไพ่นั้นก็จะไม่มั่นคงเนื่องจากในคำถามของเรา มันจะมีความหวาดกลัวแฝงอยู่ ทำให้แทนที่ไพ่จะสะท้อนคำตอบออกมาตรงๆซื่อๆ สิ่งที่แสดงจึงกลับเป็นความกลัวของเราที่มีต่อคำถามนั้นๆ ส่วนใหญ่แล้ว ผมรู้สึกว่าหน้าไพ่ที่ปรากฏขึ้นมานั้นมักจะเป็นไพ่ร้ายๆที่แสดงถึงความเครียดกังวลเสมอๆ คิดดูนะ ไพ่ 8 ดาบตลอด 6 ปี มันเป็นอะไรที่หลอนมาก ทำให้ผมคิดว่าชีวิตตัวเองมันบัดซบแค่ไหน

จนเมื่อวานนี้เอง ผมตั้งสติชัดเจน และบอกตัวเองอย่างแน่วแน่ว่า ไพ่ไม่ใช่ตัวชี้ว่าอนาคตเราจะเป็นเช่นนั้น เราต่างหาก โดยไพ่จะสะท้อนอนาคตจากตัวเราเองในปัจจุบันเท่านั้น เพราะงั้นมันจึงไม่จำเป็นเลยที่จะต้องไปคาดหวังว่าจะให้หน้าไพ่มันขึ้นดี ผมบอกไพ่ว่า ผมต้องการความจริง ความซื่อสัตย์ คำตอบตรงๆ และผมก็ไม่กลัวที่จะรับฟังมัน ถึงแม้ว่ามันจะขึ้นไม่ดี ผมก็จะเปิดไพ่ต่อเพื่อหาว่า จะทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนแปลงความไม่ดีนั้นได้

ผมถามไพ่ถึงสิ่งที่อยากรู้ และนี่ก็คือคำตอบจากไพ่ของผม ผมเปิดที่ 3 ใบ และการอ่านก็เป็นไปตามสัญชาติญาณล้วนๆ โดยดูจากซ้ายไปขวา(เรียกว่าลิเนียร์) เน้นดูจากรูปไพ่เป็นหลัก บวกกับความหมายเล็กน้อยที่ได้ร่ำเรียนมา(โชคดีที่ไพ่นี้อ้างอิงตามชุดมาตรฐาน)


ไพ่ที่ได้ครับ

คำถามคือ ผมจะสำเร็จในเส้นทางที่คาดหวังหรือไม่(9 ดาบ - Empress - Strength(Lust))

จากหน้าไพ่ ใบแรกผมมองเห็นความกังวล ช่วงเวลายากลำบากของการฝ่าฟัน(มีการประเมินผล คัดเลือกด้วย) ซึ่งไพ่ 9 ดาบเนี่ยไม่ใช่อะไรที่ดีเอาเสียเลย บางทีผมอาจต้องกล้ำกลืนความภาคภูมิใจลงไปด้วยซ้ำ เพื่อที่จะทำให้สิ่งที่คาดหวังสำเร็จ ดูแล้วค่อนข้างเสียเปรียบนะครับ

แต่ไพ่ใบต่อมานั้นให้ความรู้สึกที่สงบสุข เห็นถึงความผูกพัน การเติบโต การกำเนิดใหม่(หญิงสาวที่ตั้งครรภ์) ผมมองเห็นการเดินทางของผม การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมา แน่นอนว่าเด็กผู้หญิงขวามือนั้นเป็นลูก(หรือผลงานแรกของผม)นั่นเอง และผมก็มีโอกาสที่จะได้สร้างผลงานใหม่ๆออกมาอีก(เด็กในท้อง) – ปล. นี่ไม่ใช่เรื่องความรักหรือความสัมพันธ์นะครับ งานล้วนๆ

และใบสุดท้าย ผมเห็นการปลดปล่อย คนในรูปดูมีอิสระเสรี เพราะหาสิ่งที่ต้องการพบแล้วงั้นหรือ หญิงสาวยิ้มแย้มแจ่มใสขณะที่ม้าโผนทะยานไปข้างหน้า ดูมีพลัง ผมมองเห็นความสงบสุขทางจิตวิญญาณ ไพ่ใบนี้ผมเห็นถึงการเดินทางที่ยังต้องไปต่อถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีความปิติ เป็นการเดินทาง การสร้างสรรค์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ผมเชื่อว่าตัวเองสามารถทำได้ ผมสามารถประสบความสำเร็จได้

จากไพ่ 3 ใบนี้ ดูเหมือนผมต้องข้ามผ่านการตัดสิน ความหวาดกลัว ความกังวลและความรู้สึกด้านลบต่างๆไปก่อน จึงจะได้เห็นแสงสว่างแห่งความสำเร็จ ถึงอย่างนั้นการเดินทางก็ยังแค่เพิ่งเริ่มต้น ผมยังต้องก้าวต่อไป แต่ก็เป็นไปอย่างกล้าแกร่ง เต็มเปี่ยมด้วยพลัง!!!


ใครสนใจอยากอ่านไพ่กับผมติดต่อหลังไมค์มาได้ครับ ผมไม่คิดเงินแต่อย่างใด ทว่าสิ่งที่ต้องการคือ อยากให้การค้นพบในการอ่านที่มีพลังของผมจะสามารถให้กำลังใจหรือช่วยในการตัดสินใจเรื่องยากๆของทุกท่านได้ครับ

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

(Fantasy Short Story) - The Dream where Miracle begins. [Part 3 END]

กลับมาแล้วครับ กับ Part จบของเรื่องสั้น The Dream where Miracle begins. และแล้ว โปรเจ็คเรื่องสั้น(ที่ยาวถึง 3 บทความ) ก็จบลง ตอนนี้ผมมีเขียนเรื่องสั้นแนวอีโรติกเหนือธรรมชาติอีกหนึ่งเรื่อง(ก็ส่งประกวดนะ แต่ไม่รอดอีกตามเคย) ไว้จะเอามาลงต่อครับ สำหรับท่านที่รอ(หรือไม่รอ หรืออาจรอ หรือ... ช่างเถอะ)

ความเดิมตอนที่แล้ว >> จิ้มเอาเลย
ยังไม่เคยอ่านเลยสักตอน >> กลับไปอ่านตอนแรกสุดซะ!!!
----------------------------------------------

(ภาพจาก www.flash-screen.com เห็นด้วยไหมครับว่ามันสวยและเหมาะกับเรื่องนี้มาก)
----------------------------------------------

(ต่อจากตอนที่แล้ว)
อากาศในห้องเครื่องนั้นเกินกว่าจะเรียกว่าอบอ้าวได้แล้ว พูดว่ากึ่งสุกกึ่งดิบน่าจะถูกต้องกว่า มันมีหม้อน้ำ ลูกสูบเลื่อนขึ้นลง ฟันเฟืองหมุนกึงกังอยู่ในเครื่องจักรใหญ่เท่ารถโฟร์วิล ไอน้ำฉีดพล่านกระจายเกาะตัวเป็นกลุ่มหมอกคอยบดบังทัศนียภาพของสายโซ่กับท่อส่งระเกะระกะไร้ระเบียบให้พร่าเลือน แสงสีส้มเรืองรองลอดผ่านช่องแคบๆบนตู้โลหะดำทะมึน แต่ละตู้โยงกันด้วยสายเกลียวกระพริบวูบวาบ โดยทั้งหมดเชื่อมต่อกันนำไปสู่เครื่องกลหน้าตาคล้ายใจกลางของอะไรสักอย่างตามภาพยนตร์ไซไฟสูงเกือบสิบเมตร ในที่นี้สิ่งแรกที่แวบขึ้นมาในหัวเด็กหนุ่มเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของมันก็คือแมงกะพรุนบ้าพลัง

เทเรซ่าง่วนอยู่กับแผงควบคุมดูซับซ้อนขณะที่เขาได้แต่ยืนเอ๋ออยู่ด้านหลัง แม่มดผมบลอนด์โยนสายไฟซึ่งตรงปลายเชื่อมกับหลอดแก้วพลาสม่าแวววาวมาให้เขา “จับแน่นๆ” เธอบอก “เดี๋ยวพอฉันสับคันโยก นายก็จะได้ก-”

พริบตานั้นเอง เงาสายหนึ่งก็ตวัดลงมายังร่างเด็กสาว ปลายแหลมของมันปักเข้าที่หลังทะลุออกใต้ชายโครงขวา เธอล้มลงต่อหน้าเขา เลือดแดงฉานสาดกระจายราวกับภาพช้า ไม่ทันได้ร้องสักแอะ

เกลตะโกนเรียกชื่อเธอ ทว่าเงาอีกสายตวัดลงมาหมายบั่นศีรษะเขา เทเรซ่ากัดฟันกรอด เธอสะบัดแขน จากนั้นเพลิงก็พุ่งเข้าปะทะกับชิ้นส่วนฮังเกอร์ ขับไล่พวกมันแตกฮือไป ทว่าเธอก็กระอักเลือดออกมาอีกกองใหญ่

“จะรีบไปไหนจ๊ะ เรายังไม่ได้ทำความรู้จักกันเลย” หญิงสาวสวมหน้ากากก้าวออกมาจากเงาสลัว หล่อนเป็นคนเดียวกับที่ปรากฏตัวในห้องสมุดซากศพ ถ้าหล่อนมาที่นี่ได้ละก็ งั้นเกิดอะไรขึ้นกับไลลาและเอลิซกัน “พวกนั้นรับมือไม่ยากเท่าไหร่ พอแม่มดแห่งมิราเคิล คอลเลคเตอร์อยู่ที่เดียวกันไม่ครบ แถมยังขาดผู้นำที่ยิ่งใหญ่ไปคนก็ทำอะไรไม่ได้เลยนะ”

“แก!” เทเรซ่าคำราม จากนั้นจึงแปรเป็นเสียงกรีดร้องเมื่อถูกฝ่ายนั้นเหยียบเข้าที่บาดแผล

“ลาก่อน กัปตันผู้ยิ่งใหญ่แห่งมิราเคิล คอลเลคเตอร์” ผู้นำแห่งพันธมิตรแห่งความมืดบอดพูดเสียงหวานพลางชี้มือมาทางเขา ฮังเกอร์สามตนปรากฏตัวขึ้นข้างกายหล่อนและหลอมรวมกันเป็นแส้ “ข้าจะไม่พูดว่าคิดถึงเจ้าหรอกนะ นั่นเพราะข้าจะไม่คิดถึงเจ้าจริงๆน่ะสิ!

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

(Fantasy Short Story) - The Dream where Miracle begins. [Part 2]

กลับมาลงต่อแล้วจ้า กับ part ต่อของเรื่องสั้นส่งประกวด(แต่ไม่ผ่าน) ตอนแรกผมว่าจะแบ่งออกเป็น 2 part แต่ไปๆมาๆมันกลับยาวเกินกว่าจะอัดจบในทีเดียวได้ ผลก็ตามนี้แหละครับ สำหรับเรื่องนี้มีจำนวน 12 หน้า A4 ขนาดฟอนต์ 14 เขียนในระยะเวลา 3 วัน

สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่าน part 1 หรือลืมไปแล้ว >> จิ้มที่นี่เลย!!!
------------------------------------------------------------
(ภาพจาก gde-fon.com แต่จริงๆอยากใช้รูปสาวๆมากกว่านะ แต่ฝีมือวาดยังไม่พอ T^T)

(ต่อจากบทความที่แล้ว)
……………………………………..
ใครบางคนชะโงกเหนือเขา เสียงเล็กๆก้องแผ่วประหนึ่งดังจากอีกฟากของอุโมงค์ “นายน่ะ... ตื่นสักทีเซ่!!!” แล้วฝ่ามือก็ฟาดเข้าที่ใบหน้าเขาอย่างแรง ดวงดาวมากมายกระเด้งกระดอนไปมา เขาลุกพรวดขึ้นนั่งในทันใดและถูกจู่โจมซ้ำสองด้วยอาการปวดหัวแทบแตก

“นะ นั่นมันอะไร...” เขาถามเสียงอ่อยหลังจากตะโกนดังแปดหลอดจนถูกหลังมือสาวผมบลอนด์ไปอีกเปรี้ยง ดูเหมือนเขาเพิ่งจะหมดสติหรืออะไรสักอย่างลงมานอนแผ่บนพื้นฝุ่นหนาเตอะอย่างน่าสมเพช ฝันเห็นความทรงจำเลวร้ายเหล่านั้น ทว่าทีเรื่องที่ห้องนอนเขากลายสภาพมาเป็นห้องโดยสารทุเรศๆในเรือกลับเป็นความจริงแฮะ ที่พูดนี่ก็เพราะที่โดนตบหน้าไปสองรอบนี่เจ็บสมจริงอย่าบอกใครเชียว

“เธอเพิ่งถูกโจมตีโดยฮังเกอร์ประเภทความสิ้นหวังน่ะ” สาวชุดเมดไม่ใช่เอลฟ์ตอบแทนสาวผมบลอนด์ที่ยืนขึ้นสะบัดหน้าเชอะ!ไปทางอื่น เธอส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขาและช่วยพยุงลุกขึ้น “พวกมันเป็นอสูรกายประเภทหนึ่งที่เข้ายึดครองร่างมนุษย์และสูบกินความฝันกับความหวังจนคนผู้นั้นเหี่ยวแห้งน่ะ ประมาณ 80% ของผู้ที่ฆ่าตัวตายเป็นเพราะฝีมือฮังเกอร์ทั้งนั้น”

“แล้วเมื่อกี๊... เหมือนกับผมเห็น... ไฟ?”

เด็กสาวไม่ตอบ หล่อนแค่จับผมทัดหู สายตาชำเลืองไปยังเพื่อนสาวสวมหมวกโจรสลัดแมวเหมียวอย่างนึกขำ “อ้อ ต้องขอโทษจริงๆที่เสียมารยาท ฉันไลลา เรโมร่าจ้ะ ส่วนยัยผู้หญิงขี้หงุดหงิดนี่ก็เทเรซ่า นาเบิล หรือจะเรียกว่ายัยจิตไม่ปกติก็ได้นะค้า”

สาวผมบลอนด์ส่งสายตาดุร้ายให้สาวเมดไลลา “หล่อนเรียกใครว่าจิตไม่ปกติยะ ยัยปิศาจคอสเพลย์!

“นี่เป็นเครื่องแบบอันทรงเกียรติซึ่งรับรองโดยจ้าวนรกเองเลยนะคะ! ไม่ใช่คอสเพลย์สักหน่อย ว่าแต่เขา แล้วหล่อนเองล่ะ เอาแต่แต่งตัวเหมือนโจรสลัดเดินไปเดินมา ไม่คิดว่าจะไปทำให้ใครเขาเข้าใจผิดบ้างหรือคะ”

“นั่นเพราะว่าฉันเป็นรองกัปตันน่ะสิยะ!” เทเรซ่าขึ้นเสียง

“ส่วนผมเรียกว่ากัปตันเฉยๆก็ได้นะครับ” หนุ่มผมแดงผู้เปลือยกายเหลือแต่บ๊อกเซอร์ลายลูกเจี๊ยบยื่นมือแนะนำตัว

แกน่ะเงียบไปเลย” สองสาวหันไปตวาดเป็นเสียงเดียวกัน

ไลลาหันมาหาเกล นัยน์ตาสีเหลืองคู่สวยจับจ้องเขาอย่างคาดหวัง เด็กหนุ่มอึ้งไปพักหนึ่งก่อนจะนึกได้ว่าตนยังไม่ได้แนะนำตัวกับเธอเลย แต่เมื่อเขากำลังจะพูด จู่ๆสาวผมบลอนด์ในชุดโจรสลัดก็ขัดขึ้น

“ฉันไม่เห็นอยากจะรู้เลย” เทเรซ่าเท้าสะเอว พ่นลมพรืดท่าทางกระฟัดกระเฟียดขณะมองไปรอบๆ “ไหนยัยเอลิซบอกว่าถ้ามาทางนี้จะได้เจอกับเขาไง”

“แต่ฉันว่านี่แหละเขานะ” สาวหูแหลมตอบ ผายมือมาทางเกล

วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2557

[Diary-6/9/14] เมื่อเพื่อนของผมโดนไวรัสเล่นงาน กับหมอนั่นที่ออกเสียงสลัดไข่ผิด

ว่ากันตามจริง สำหรับผมวันนี้เป็นวันที่ค่อนข้างเพี้ยนทีเดียว ไม่ใช่เพี้ยนแบบ เฮ้! มีตัวสคริปแดกเกิ้ลคอยเอาแท่งแหลมๆเยิ้มๆจ่อก้นนายอยู่นะ ไม่ใช่อย่างนั้นครับ โอเค ไอ้ประโยคข้างต้นนั่นดูพิกลมากๆด้วยเหตุผล 2 อย่างด้วยกัน คือ นี่เป็นไดอารี่ของคนปกตินะ ไม่ใช่นักผจญภัยในโลก 2 มิติ แล้วผมก็ไม่รู้ด้วยว่าไอ้ตัว สคริป... สักอย่างนั่นเป็นตัวอะไรกันแน่ ก็แหม มันเป็นชื่อที่ผมคิดขึ้นมาสดๆร้อนๆเมื่อกี๊เลยนี่นา

เรื่องของเรื่องก็คือ วันนี้ผมออกไปทานข้าวกับเพื่อนครับ!

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับชื่อโพสต์นี้น่ะหรือ ง่ายๆนะ คือผมแค่อยากตั้งไปงั้นแหละ มันดูเท่ดีแล้วก็น่าสนใจด้วยใช่ไหมล่ะ?

พวกเรานัดกันตอน 11 โมง ซึ่งก็แน่นอนล่ะ ว่า 3 คนไปสายกว่าเวลานัด(รวมถึงผมด้วย) ปล่อยให้สหายผู้กล้าหาญ เปี่ยมน้ำใจ บ้า NTR และมีสไตล์การแต่งตัวราวกับลุงอายุ 60 ที่แสนดียืนรอเง้กอยู่ครึ่งชั่วโมง(นี่พูดด้วยความรู้สึกผิดจริงๆนะ) ซึ่งต่อจากนี้ผมจะขอเรียกสหายท่านนี้ว่า นาย U ละกัน

อะไรนะ ทำไมถึงใช้ U แต่ไม่ใช่ A หรือ B หรือ C น่ะเรอะ ก็เพราะผมอยากจะใช้น่ะสิ นี่มันไดอารี่ของผมนะ ไม่ใช่ของคุณสักหน่อย!

มาตอนนี้ ผมกับเพื่อนอีก 2 คนก็มาถึงในที่สุด และเพื่อน 2 คนนั่นผมขอแทนด้วย A กับ B แล้วกัน(ทำไมล่ะ จะฟ้องผมหรือไง) พวกเราทั้ง 4 คนตัดสินใจเข้าไปกินในร้านปิ้งย่างร้านหนึ่งที่มีชื่ออย่างกับดาราหนังโป๊ ทว่าไหงถึงมีผมคนเดียวที่รู้ตัวด้วยเนี่ย ทั้ง A B และ U กลับไม่มีใครรู้สึกตัวเลยสักนิด!

พวกเราเริ่มพูดคุยกันตามปกติ จนกระทั่งมาถึงเรื่องที่ B มันพูดถึงคอมพิวเตอร์ของคุณ U

"เออนี่ รู้หรือเปล่า ตอนที่เราไป <ปี๊บ> กับคอมของ U น่ะ รู้หรือเปล่าว่า U มันบอกเราว่าอะไร" B เอ่ยขึ้นด้วยท่าทางพร้อมปล่อยก๊ากออกมาเต็มทีี่่ ว่าแต่ทำไมต้องเซ็นเซอร์ด้วยล่ะ?

"เมิงอย่าพูดนะเฟ้ย!" U ทีึ่จู่ๆก็หน้าแดงเหมือนตัวเอกหนัง Bromance ขัดขึ้น ขณะคีบซากปลาแซลม่อนวางบนตะแกรงสำหรับปิ้งย่าง ในตอนนั้นเอง ผมก็ตระหนักว่าตัวเองนั้นมาถึงช่วง "หน้าร้อน" แล้ว ทั้งๆที่เป็นเดือนกันยายนนี่แหละ อา ไอร้อนนั้นแทบย่างหน้าผมได้เหมือนเนื้อหมูหมักพริกไทยดำเลยทีเดียว

"คือ ตอนที่เรา <ปี๊บ> กับคอมของ U น่ะ" B พูดต่อโดยไม่สนใจกับท่าทีร้อนรนของเพื่อนตน แล้วจะเซ็นเซอร์รอบ 2 ทำเพื่อไรครับ!!! "U มันก็ถามเราว่า ไอ้โฟลเดอร์ที่ชื่อ Program File(x86) เนี่ยมันเป็นไฟล์ไวรัสใช่หรือเปล่า"

เงียบกันไปชั่วครู่ ทุกคนพร้อมใจกันมองไปที่ U จากนั้นใครสักคนก็พูดขึ้น "อืม เมิงลบมันทิ้งได้เลย"

-----------------------------
(เอาจริงๆนะ ผมกับเพื่อนๆก็อยู่ในกลุ่มประมาณนี้แหละครับ เดาเอาแล้วกันว่าผมเป็นแบบไหน)

ประโยคที่ผมกับเพื่อนใช้กันในร้านอาหารปิ้งย่าง ย้ำนะว่ามาจากร้านอาหารจริงๆ

"เอ็งน่ะลงมานี่เลย อีหอยหลอด" - เป็นตอนที่ผมคีบหอยหลอดลงไปวางบนตะแกรง

"นายกินไรอยู่อ่ะ"
"เนี่ยเหรอ สัสไข่ไง" A ตอบเรียบๆ
"อะไรนะ?" ผมกับ B ถามซ้ำ
"สัส- ไข่ ไงสัส"

"กุน่ะโคตรชอบหอยฉ่ำๆชุ่มน้ำสีขาวโคตรๆเลย" เพื่อน B ที่พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าระหว่างย่างหอยอบเนยบนตะแกรง "เอางี้ไหม นายน่าจะเขียนนิยายเกี่ยวกับเรื่องนี้นะ" - แหม! มีการยัดเยียดกันอีกแน่ะ!!!

-----------------------------

ก็ประมาณนี้แหละครับ เหตุการณ์สำคัญๆในวันนีั้ของผม ซึ่งแน่นอน ผมต้องใส่สีตีไข่ลงไปให้มันดูงี่เง่ามากขึ้นอยู่แล้ว แถมถ้ามันยิ่งทำให้ตัวผมเองดูดีกว่าชาวบ้านด้วยเนี่ย ของโปรดเลยละครับ 55+

วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557

(Fantasy Short Story) - The Dream where Miracle begins. [Part 1]

ตอนแรกก็คิดนะว่าถ้าจะเริ่มเขียนบล็อค ตัวเองควรจะเริ่มต้นที่อะไร โอเค ว่ากันตามจริง ผมคิดนะว่าอยากพร่ำบ่นเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆที่นัก(อยาก)เขียนควรมี อยากเช่นการวางโครงเรื่อง คิดตัวละคร ฯลฯ อะไรงี้ แต่ปัญหาก็คือ ผมไม่มีเวลาน่ะสิ!!! ดังนั้น ก็เลยต้องเปลี่ยนแผนการใหม่เสียก่อน ไปๆมาๆก๋เลยกลับกลายเป็นการลงเรื่องสั้นที่ตัวเองเคยเขียนไปเสียนี่ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังไม่ยอมแพ้กับความต้องการที่จะให้คำแนะนำกับนัก(อยาก)เขียนทั้งหลายอยู่ดี เพราะงั้นช่วยอดใจรอกันนิดหนึ่งนะครับ

สำหรับเรื่องสั้นนี้ ผมเขียนขึ้นเมื่อช่วงต้นปีสำหรับส่งประกวดของคาราวานไทยแฟนตาซี(แต่ตกรอบครับ อย่าให้ย้ำสิ! แหม!!!) สำหรับเรื่องนี้จะขอแบ่งเป็น part ย่อยๆ เพราะไม่อยากให้ยาวเกินไปครับผม ส่วนตัวละครในเรื่อง ทุกตัวเป็นออริขอผมเอง ยกเว้น "กับตัน" จ้า เพราะงั้น อ่านๆไปก็อย่างงล่ะว่าอีตาโรคจิตผมแดงนั้นมาจากที่ไหน โดยผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน!!!

-------------------------------------------------------------------------------
(ภาพจาก wide-wallpapers.net - คิดว่ามันน่าจะคล้ายกับอิมเมจเรื่องในช่วงหลังๆน่ะ)

The Dream where Miracle begins.
สักราวหนึ่งชั่วโมงก่อน เรนเกล ไคลด์เพิ่งถูกต่อยแว่นแตก แว่นแตกเชียวนะ ขาหักชี้โด่เด่อย่างน่าสมเพช เขาต้องกล้ำกลืนฝืนทนความเจ็บปวด และยิ่งไปกว่านั้นคือความทรมานจากการกระเป๋าฟีบเดินลากขากลับบ้าน ยัยอันธพาลพวกนั้นไม่เหลือค่ารถทิ้งไว้ให้ด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยเกมจีบสาวที่เพิ่งไปสอยหลังเลิกเรียนก็ยังปลอดภัยดีในกระเป๋าเลอะโคลน

ถูกแล้ว เขาน่ะเป็นพวกบ้าการ์ตูน โอตาคุตัวพ่อในระดับที่หนังสือการ์ตูนถูกแบ่งออกเป็นคำว่า คอมมิค กับ มังหงะ สองในสามของเกมทั้งหมดที่เขาเล่นนั้นคือเกมจีบสาว ยิ่งไปกว่านั้นประมาณเก้าสิบจุดห้าเปอร์เซนต์ล้วนติดเรทห้ามเด็กดีเล่นทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุผลงี่เง่าที่กล่าวมาข้างต้นบวกกับรูปลักษณ์ภาพนอกของเรนเกล(หรือเรียกสั้นๆว่าเกล)ซึ่งขาดการเอาใจใส่ ผมเผ้ายาวรุงรัง ดวงตาใต้แว่นที่เกือบถูกกลืนหายไปใต้ผมหน้าม้ากับท่าทางหดหู่(ยังไม่รวมเรื่องที่วันหยุดเขาชอบใส่เสื้อยืดลายนางเอกอกโตๆจากการ์ตูนด้วยนะ) เขาจึงมักถูกกีดกันจากคนรอบข้างเสมอ ยกเว้นบรรดาอันธพาลทั้งหลายซึ่งพร้อมใจอ้าแขนรับในฐานะของตู้กดเงินเคลื่อนที่ กระทั่งเด็กหนุ่มจำไม่ได้แล้วว่าเกมกับการ์ตูนเหล่านั้นสำคัญกับเขาอย่างไร เขาในตอนนี้ก็แค่ฝังตัวเองกับโลกจินตนาการเพื่อหลีกหนีความจริงอันแสนโหดร้าย ยิ่งถูกแกล้งเท่าใด ถูกรังเกียจมากขนาดไหน เขาก็ยิ่งออกห่างจากความเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น

ใช่แล้ว โลกนี้ไม่มีอะไรที่สำคัญสำหรับเขาหรอก นอกเสียจากการ์ตูนและเกมเนื้อเรื่องดีๆสักหลายร้อยหลายพันเรื่อง

เกลเหวี่ยงกระเป๋าลงพื้นข้างเตียง ถอดแว่นขาหักเปลี่ยนเป็นอันสำรอง จากนั้นก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หน้าคอมพิวเตอร์ เขารอจนหน้าจอเข้ามายังส่วนที่เริ่มใช้งานได้ ก่อนเอี้ยวตัวไปหยิบเกมจีบสาวติดเรทในกระเป๋านักเรียนที่ไม่มีอยู่ออกมา

ทว่าสิ่งเดียวที่เขาคว้าได้มีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

เด็กหนุ่มขนลุกซู่ เป็นไปไม่ได้ ก็เขาโยนกระเป๋าทิ้งไว้บนพื้นตรงนั้นนี่นา ถ้างั้นทำไมเขาถึงได้หยิบไม่โดนล่ะ หรือว่ามีขโมย!?! แต่นี่ตูเพิ่งโดนไถเงินค่าขนมมาหมาดๆเองนะเฟ้ย! จะบอกว่ายังไม่ทันพักหายใจก็โดนปล้นต่อเลยเรอะ!!!

เกลหันขวับไปพร้อมคว้าดาบจำลองจากซีรีย์ การละเล่นแห่งบัลลังก์ จากกำแพงหัวเตียง อย่างกับมันจะช่วยได้งั้นแหละ อย่าว่าแต่โจรผู้ใช้คาตานะเลย แค่ขโมยมามือเปล่าเขายังไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะด้วยดาบพลาสติกได้หรือเปล่าด้วยซ้ำ บางทีเขาอาจกรี๊ดใส่จนมันหนีไปเองก็ได้นะ

แล้วเรนเกลก็กรี๊ดออกมาเสียงดังลั่น

ปรากฏว่าหัวขโมยผู้นั้นเป็นหนุ่มรูปงามผู้มีเรือนผมประบ่าสีแดงสด ผ้าโพกหัวสีเหลืองประดับด้วยลูกปัดคาดทับปิดหน้าผาก ร่างสูงโปร่งของหมอนั่นนอนตะแคงอยู่บนเตียงหันหน้ามาทางเขา ทันทีที่แววตาสีอำพันของชายหนุ่มแปลกประหลาดสบกับเกล อีกฝ่ายเขินจนหน้าแดง รีบหลบตา และใช้นิ้วเขี่ยหมอนเล่น

“ถึงจ้องกันขนาดนี้เค้าก็ไม่ได้ชอบผู้ชายด้วยกันหรอกนะ” หมอนั่นพูดเขินๆ

ว้ากกกกกกกก ตูไม่ได้จ้องเฟ้ยยย!!!” เกลถึงกับกระเด็นตกเก้าอี้เลยทีเดียว ก็หมอนั่น... ก็หมอนั่นน่ะ!!! “นายเป็นใคร! แล้วเข้ามาข้างในนี้ได้ยังไง!” เขาสอดส่ายสายตาไปรอบๆเพื่อหาว่าประตูหรือหน้าต่างบานไหนเปิดอยู่ แต่ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ “ที่สำคัญนายแก้ผ้าหาพระแสงอะไรในห้องตูเนี่ยยยยยย!!!