วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

(Fantasy Short Story) - The Dream where Miracle begins. [Part 2]

กลับมาลงต่อแล้วจ้า กับ part ต่อของเรื่องสั้นส่งประกวด(แต่ไม่ผ่าน) ตอนแรกผมว่าจะแบ่งออกเป็น 2 part แต่ไปๆมาๆมันกลับยาวเกินกว่าจะอัดจบในทีเดียวได้ ผลก็ตามนี้แหละครับ สำหรับเรื่องนี้มีจำนวน 12 หน้า A4 ขนาดฟอนต์ 14 เขียนในระยะเวลา 3 วัน

สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่าน part 1 หรือลืมไปแล้ว >> จิ้มที่นี่เลย!!!
------------------------------------------------------------
(ภาพจาก gde-fon.com แต่จริงๆอยากใช้รูปสาวๆมากกว่านะ แต่ฝีมือวาดยังไม่พอ T^T)

(ต่อจากบทความที่แล้ว)
……………………………………..
ใครบางคนชะโงกเหนือเขา เสียงเล็กๆก้องแผ่วประหนึ่งดังจากอีกฟากของอุโมงค์ “นายน่ะ... ตื่นสักทีเซ่!!!” แล้วฝ่ามือก็ฟาดเข้าที่ใบหน้าเขาอย่างแรง ดวงดาวมากมายกระเด้งกระดอนไปมา เขาลุกพรวดขึ้นนั่งในทันใดและถูกจู่โจมซ้ำสองด้วยอาการปวดหัวแทบแตก

“นะ นั่นมันอะไร...” เขาถามเสียงอ่อยหลังจากตะโกนดังแปดหลอดจนถูกหลังมือสาวผมบลอนด์ไปอีกเปรี้ยง ดูเหมือนเขาเพิ่งจะหมดสติหรืออะไรสักอย่างลงมานอนแผ่บนพื้นฝุ่นหนาเตอะอย่างน่าสมเพช ฝันเห็นความทรงจำเลวร้ายเหล่านั้น ทว่าทีเรื่องที่ห้องนอนเขากลายสภาพมาเป็นห้องโดยสารทุเรศๆในเรือกลับเป็นความจริงแฮะ ที่พูดนี่ก็เพราะที่โดนตบหน้าไปสองรอบนี่เจ็บสมจริงอย่าบอกใครเชียว

“เธอเพิ่งถูกโจมตีโดยฮังเกอร์ประเภทความสิ้นหวังน่ะ” สาวชุดเมดไม่ใช่เอลฟ์ตอบแทนสาวผมบลอนด์ที่ยืนขึ้นสะบัดหน้าเชอะ!ไปทางอื่น เธอส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขาและช่วยพยุงลุกขึ้น “พวกมันเป็นอสูรกายประเภทหนึ่งที่เข้ายึดครองร่างมนุษย์และสูบกินความฝันกับความหวังจนคนผู้นั้นเหี่ยวแห้งน่ะ ประมาณ 80% ของผู้ที่ฆ่าตัวตายเป็นเพราะฝีมือฮังเกอร์ทั้งนั้น”

“แล้วเมื่อกี๊... เหมือนกับผมเห็น... ไฟ?”

เด็กสาวไม่ตอบ หล่อนแค่จับผมทัดหู สายตาชำเลืองไปยังเพื่อนสาวสวมหมวกโจรสลัดแมวเหมียวอย่างนึกขำ “อ้อ ต้องขอโทษจริงๆที่เสียมารยาท ฉันไลลา เรโมร่าจ้ะ ส่วนยัยผู้หญิงขี้หงุดหงิดนี่ก็เทเรซ่า นาเบิล หรือจะเรียกว่ายัยจิตไม่ปกติก็ได้นะค้า”

สาวผมบลอนด์ส่งสายตาดุร้ายให้สาวเมดไลลา “หล่อนเรียกใครว่าจิตไม่ปกติยะ ยัยปิศาจคอสเพลย์!

“นี่เป็นเครื่องแบบอันทรงเกียรติซึ่งรับรองโดยจ้าวนรกเองเลยนะคะ! ไม่ใช่คอสเพลย์สักหน่อย ว่าแต่เขา แล้วหล่อนเองล่ะ เอาแต่แต่งตัวเหมือนโจรสลัดเดินไปเดินมา ไม่คิดว่าจะไปทำให้ใครเขาเข้าใจผิดบ้างหรือคะ”

“นั่นเพราะว่าฉันเป็นรองกัปตันน่ะสิยะ!” เทเรซ่าขึ้นเสียง

“ส่วนผมเรียกว่ากัปตันเฉยๆก็ได้นะครับ” หนุ่มผมแดงผู้เปลือยกายเหลือแต่บ๊อกเซอร์ลายลูกเจี๊ยบยื่นมือแนะนำตัว

แกน่ะเงียบไปเลย” สองสาวหันไปตวาดเป็นเสียงเดียวกัน

ไลลาหันมาหาเกล นัยน์ตาสีเหลืองคู่สวยจับจ้องเขาอย่างคาดหวัง เด็กหนุ่มอึ้งไปพักหนึ่งก่อนจะนึกได้ว่าตนยังไม่ได้แนะนำตัวกับเธอเลย แต่เมื่อเขากำลังจะพูด จู่ๆสาวผมบลอนด์ในชุดโจรสลัดก็ขัดขึ้น

“ฉันไม่เห็นอยากจะรู้เลย” เทเรซ่าเท้าสะเอว พ่นลมพรืดท่าทางกระฟัดกระเฟียดขณะมองไปรอบๆ “ไหนยัยเอลิซบอกว่าถ้ามาทางนี้จะได้เจอกับเขาไง”

“แต่ฉันว่านี่แหละเขานะ” สาวหูแหลมตอบ ผายมือมาทางเกล


เป็นครั้งแรกที่เด็กสาวหมวกโจรสลัดมองเขาตรงๆ สายตาของหล่อนทำให้เขาหนาวสันหลังวาบ “ไม่มีทางหรอก เกลน่ะไม่มีทางเป็นอีตามนุษย์ท่าทางหดหู่เฮงซวยแบบหมอนี่แน่”

“เอ่อ ขอโทษที่มีท่าทางหดหู่เฮงซวยนะครับ” เขาก้มหัวงกๆ “ว่าแต่เรารู้จักกันด้วยหรือ”

“รู้จักกัน นายพูดเรื่องอะไร?” เทเรซ่ากระชากเสียง

“ก็เมื่อกี๊คุณเพิ่งจะเรียกผม...”

ฉันไม่ได้เรียกนายสักหน่อย!” หล่อนมีท่าทางเหมือนอยากเข้ามาตั้นหน้าเขาอีกหมัด ทว่าไลลายกมือห้ามไว้ก่อน สาวหูแหลมเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

“ก็เกล, เรนเกล ไคลด์เป็นชื่อของผมไงครับ เว้นแต่ว่าจะมีเกลอื่นที่คุณรู้จักอีก”

เทเรซ่ามีสีหน้าเหมือนถูกฟ้าผ่าจังๆ ส่วนไลลากลับหันไปยิ้มเยาะเพื่อนสาวรองกัปตันมาดโจรสลัดแมวเหมียว “เห็นไหมฉันพูดถูก แน่นอนละว่าฉันถูกเสมอ แล้วอย่างนี้เธอยังมีหน้าเรียกตัวเองว่ารองกัปตันอีกหรือ หล่อนน่ะควรไปขัดห้องส้วมดีกว่านะ” เด็กสาวชุดเมดหัวเราะ คล้ายกับมีเงาดำทะมึนฉายทาบบนใบหน้าสะสวยของหล่อน ทำให้ดูราวกับปิศาจมาเองก็ไม่ปาน “ดูเหมือนจะมีคนแอบอ้างตัวว่าเป็นแฟนคลับนะเจ้าคะ ทั้งๆที่ตัวเองยังจำท่านกัปตันสมัยยังน่าสมเพชไม่ได้แท้ๆ พวกแอบอ้างเจ้าค่ะ หึๆๆ”

“แน่ใจนะว่าพวกเธอไม่ได้กำลังพูดถึงผมอยู่น่ะ คำว่าท่านกัปตันฟังดูเท่ไม่หยอกแฮะ” หนุ่มผมแดงใช้มือปัดผม

เอ็งน่ะเงียบไปเลย!” สองสาวพูดแบบไม่หันไปมองด้วยซ้ำ

“ก็ฉันไม่คิดว่า-” เทเรซ่าพยายามเถียง แต่จนแล้วจนรอดก็นึกหาคำพูดไม่ได้อยู่ดี พวงแก้มเธอแดงก่ำ ท่าทางคล้ายระเบิดได้ทุกเมื่อ “ฉันน่ะ! เอ่อ... ฉัน... ฉัน...”

“ผมเข้าใจนะ อาจเพราะว่าหมอนี่แต่งตัวเชยๆแถมยังผมเผ้ารุงรังปิดหน้าปิดตาแว่นหน้าเตอะอีก จะเผลอเข้าใจผิดว่าไม่ใช่ท่านกัปตันสุดวิเศษก็ไม่แปลกหรอก” ชายผู้เรียกตัวเองว่ากัปตันขัดขึ้น ตอนนั้นเอง เขาขยับอย่างรวดเร็วมาอยู่ข้างหลังเกล และด้วยการเคลื่อนไหวอันลื่นไหลอีกทั้งจิตทรามเป็นหลัก เพียงวาดมือผ่าน กระดุมเสื้อเชิ้ตทุกเม็ดของเด็กหนุ่มก็หลุดผลัวะ แว่นตาถูกปลดออกไปเป็นอย่างต่อมา แทนที่ด้วยคอนแทคเลนส์ในชั่วพริบตา(ได้ไง!?! มันยังไม่มีสถานการณ์แบบ อ๊ะ! นายช่วยเบามือหน่อยสิ ยะ อย่ายัดเข้าไปแบบนั้นนะ!เลย) จากนั้นผมหน้าม้าซึ่งคอยปิดบังดวงตามาตลอดก็ถูกปัดออกข้าง ติดด้วยกิ๊ปรูปลูกเจี๊ยบ นายเอามาจากไหนน่ะ ยะ อย่าบอกนะ!?!

ที่เกลไม่รู้เลยก็คือภาพที่สองสาวเห็นตอนนั้นเป็นหนุ่มหน้าหวานคนหนึ่งในสภาพเปลือยอกโดยมีชายผมแดงอีกคนท่าทางแมนมากๆ(ไม่นับบ๊อกเซอร์ลูกเจี๊ยบ)กำลังกอดคอเขาอยู่ วินาทีนั้น กลีบดอกกุหลาบมาจากไหนไม่รู้มากมายปลิวว่อนไปทั่ว โดยมีฉากหลังระยิบระยับเหมือนหลุดมาจากการ์ตูนผู้หญิงยุคแปดศูนย์ก็ไม่ปาน เสียงกรี๊ดดังประสานจากคนสามคน คนแรกเป็นตัวเกลเองเพราะตกใจ ส่วนเด็กสาวทั้งสองแก้มเป็นสีแดงแปร๊ด พวกเธอดูลิงโลดไปพร้อมกับหวิดเป็นลมอย่างนั้นละ

“เอ่อ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เขาถามเมื่อเห็นเทเรซ่าทรุดลงไปนั่งพับเพียบมือกุมจมูกเลือดกำเดาไหลพรากๆ

“ยัยนี่ไม่เป็นไรหรอก แค่ดาเมจมันมากเกินไปเท่านั้นละ” ไลลาโบกมือ ตาเป็นประกายวิบวับ

เสียงครวญครางอย่างทุกข์ทรมานดังมาจากไหนสักแห่ง เกลขนลุกซู่ เลือดในกายจับแข็ง ห้องเล็กๆที่เขาอยู่นั้นสั่นสะเทือนราวกับจะถล่มลงได้ทุกเมื่อ หวังว่ามันคงไม่เกี่ยวกับเสียงโลหะบิดตัวจากใต้ฝ่าเท้าเมื่อครู่นี้หรอกนะ

“เราต้องไปแล้ว” เทเรซ่าเงยหน้าขึ้น ลุกยืนอย่างรวดเร็ว “ฮังเกอร์เมื่อครู่นี้คงไม่ใช่แค่ตนเดียวในที่นี่แน่”

พวกเขาออกจากห้องโดยสารเล็กแคบนั้นมาสู่ทางเดินที่ไม่ได้กว้างไปกว่ากันเท่าไหร่ รอบตัวเด็กหนุ่มยิ่งทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่ในเรือดำน้ำจากสงครามโลกครั้งที่สองในยุคก่อนประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงเป็นไหนๆ ท่อขึ้นสนิมเหนือศีรษะทอดยาวหายเข้าไปในความมืด ประตูหนาเป็นฟุตที่ต้องเปิดด้วยการหมุนวาล์วขนาดใหญ่ เสียงฝีเท้าของพวกเขาดังกึกๆสะท้อนไปตามพื้นแผ่นเหล็ก แสงสลัวจากดวงไฟเล็กๆที่แกว่งไกวดั่งลูกตุ้มนาฬิกาใกล้ตายก่อให้เกิดเงาขึ้นตามขอบมุมมากมาย คล้ายกับจะมีตัวประหลาดโผล่มาได้ทุกเมื่อ

“ที่นี่มัน?” เกลพึมพำ

“คงเป็นเรือโบราณสักลำ” ไลลาตอบ “บอกได้ยากเหมือนกันในเมื่อไม่เคยเห็นดาดฟ้าของมันมาก่อน”

เด็กหนุ่มหันขวับ “ไม่เคยเห็นมาก่อนหรือครับ”

“ถูกแล้ว” สาวผมบลอนด์พูดบ้าง “เพราะพวกเราเองก็ถูกพามาที่นี่โดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน”

เกลกลืนน้ำลายเอื้อก แต่เมื่อเหลียวไปมองหากัปตัน เขาก็พลันตระหนักว่า คนที่เปลือยอกในตอนนี้เหลือเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุผลบางประการ เกลจ้องหลุมดำทะมึนที่ปรากฏบนทางที่พวกเขาเพิ่งจะผ่านมาอย่างเป็นปริศนาด้วยความสยดสยอง หนุ่มผมแดงหายตัวไปแล้ว!

------------------------------------------------------------------

นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!!!” เทเรซ่าตะโกนลั่น เสียงของเธอดังฝ่าลมหนาวไปยังยอดแหลมของภูเขาน้ำแข็งมากมายนับไม่ถ้วน

เกลกับสองสาวแน่ใจแล้วว่าที่ที่พวกตนอยู่นั้นคือเรือลำหนึ่ง เรือดำน้ำโบราณลำมหึมาดำทะมึนสีสันตัดกับทิวทัศน์ขาวโพลนโดยรอบ โดยด้านหัวของพาหนะใต้น้ำลำนี้ปักเข้ากับหนึ่งในภูเขาจำนวนมากทำให้มันชี้โดเด่ท่ามกลางความเวิ้งว้างของผืนฟ้าเบื้องล่างราวกับทอดสมอบนทะเลเมฆหนาทึบ ดาดฟ้าเรือเต็มไปด้วยหิมะทับถมเป็นชั้นหนา

ท้องฟ้าไกลสุดลูกหูลูกตา กระจ่างใสประหนึ่งผิวทะเลสาบประดับประดาด้วยหมู่ดาว สีน้ำเงินเข้มไล่ระดับลงมายังสีส้มสดจากเสี้ยวหนึ่งของดวงตะวัน ณ ขอบฟ้า สายรุ้งตัดข้ามยอดเขาสูงที่สุดหายลงไปในสายหมอกซึ่งหมุนวนคล้ายมีชีวิต มันเกิดขึ้นจากสายน้ำสีฟ้าใสเทจากผิวของดวงจันทร์ที่ซุ่มซ่อนอยู่หลังวงแหวนสะเก็ดดาว กระแสลมพัดพาความหนาวเหน็บถึงกระดูกดำกับเกล็ดหิมะแฝงกลิ่นควันไฟมายังพวกเขา เกลต้องใช้เวลาพักหนึ่งจึงจะรู้ว่ากลิ่นอายของการเผาไหม้นั้นมาจากเมืองแห่งไอน้ำที่อยู่อีกฟากของหมู่เมฆและผืนนภา พวกมันตั้งอยู่ดั่งเงาเลือนแห่งความทรงจำ ซ้อนทับกับห้วงอวกาศอันไร้ที่สิ้นสุดเสมือนภาพในกระจกซึ่งพร่ามัวหลังฝนพรำ

เกลเองก็อยากตะโกนดังๆเหมือนกันว่าตกลงเขากำลังฝันอยู่หรือเป็นบ้าไปแล้วกันแน่ ที่นี่ดูจะเป็นจุดสูงสุดของโลกยังไงยังงั้น แล้วเขาดันมาอยู่บนเรือดำน้ำเก่าๆที่ติดอยู่ระหว่างซอกภูเขาหิมะที่ความสูงกว่าสองหมื่นฟุตโดยที่เมื่อไม่ถึงสิบห้านาทีก่อนเขาเพิ่งจะเปิดคอมพิวเตอร์ในห้องนอนไปเอง ที่สำคัญ ทิวทัศน์แสนประหลาดตระการนี้ไม่มีทางเป็นความจริงไปได้เลย เขาอาจเพิ่งเห็นเรือโจรสลัดโบราณแล่นอยู่กลางผืนทะเลกว้างหรือไม่ก็ทะเลทรายที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างแหลมๆคล้ายถักทอขึ้นจากเถาไม้ ปัญหาก็คือ ฉากเหล่านั้นบ้างก็ปรากฎบนห้วงอวกาศไกลโพ้นเบื้องบน บางก็ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับสายหมอกซึ่งเลื่อนไหลข้างเรือ นั่นเขาอาจตาฝาดไปเองก็ได้

“กระต่ายหมวกทรงสูงๆๆ” เด็กหนุ่มพึมพำ เมื่อตระหนักว่ามีกระต่ายสวมสูทหางยาวสีขาวถือนาฬิกาพกกระโดดจากยอดเขาข้ามเรือดำนำไปยังแท่งน้ำแข็งยักษ์อีกลูกไปหมาดๆต่อหน้าต่อตาเลย ก่อนที่มันจะอันตรธานไปกับสีสันของหิมะ เขาหันไปหาสองสาวเพื่อจะยืนยันในสิ่งที่เห็นก็พอดีกับที่เทเรซ่าเพิ่งจะโบกมือ แล้วลูกไฟสีส้มสดก็ลุกโชติช่วงจากความว่างเปล่าลอยตุบป่องเป็นวงกลมรอบเรียวไหล่ที่เกร็งขึ้นของหล่อนเนื่องจากความหนาวเย็น “แว้ก! ฟะ ไฟ! ไฟนั่นมัน!!!

เขาจาม และอะไรต่อมิอะไรทั้งหลายแหล่ ไลลาคว้าไหล่เขาไม่ให้ลื่นตกจากราวเหล็กผุๆสนิมเขรอะ เด็กสาวยิ้มให้อย่างอ่อนโยน จากนั้นจึงแบมือออก ลูกไฟจิ๋วสีม่วงหน้าตาเหมือนไฟวิญญาณตามการ์ตูนหลายๆเรื่องผุดขึ้นจากกลางฝ่ามือแล้วบินมาลอยเอื่อยข้างเขา ความอบอุ่นอาบไล้ดุจดั่งเปลวไฟในเตาผิง

“นี่คือเวทมนตร์” สาวหูแหลมตอบ รอยยิ้มกว้างขึ้นขณะที่เธอกระแซะเบียดแขนเด็กหนุ่ม เกลใจเต้นตุ๊มๆต่อมๆขึ้นมาเมื่อสัมผัสถึงอุณหภูมิและความนุ่มนิ่มของเรือนกายเธอ หน้าอกขนาดล้นเหลือนั้นช่างมีพลังโจมตีรุนแรงยิ่งนัก ความคิดอ่านของเขาถูกเป่าจนโล่งโปร่งยิ่งกว่าหิมะรอบๆเสียอีก “เพราะว่าพวกฉัน เป็น แม่มด ไงจ๊ะ ”

“มะ แม่... แม่... แม่...” เกลพูดไม่ออกเนื่องด้วยความรู้สึกอ่อนยวบยาบที่ต้นแขน

“ออกห่างจากเขาเลยนะยะ ยัย-” เทเรซ่าร้อง ใบหน้าแดงซ่าน

“อิจฉาก็บอกมาเถอะ” ไลลาพูดพลางถูๆไถๆส่วนหนึ่งของร่างกายกับเขาต่อไปอีกพักหนึ่ง จนกระทั่งสาวผมบลอนด์ทนไม่ไหวเข้ามากระชากหล่อนออกไปนั่นละ “เฮ้! ไม่เห็นจะต้องรุนแรงขนาดนั้นเลยนี่นา”

“ข้อแรกนะยะ ฉันเปล่าอิจฉาเธอสักหน่อย ยัยโรคจิตหื่นกาม! ในโลกนี้คงมีแต่หล่อนเท่านั้นมั้งที่ชอบ... ยั่วผู้ชาย ...แบบนี้” เธอสรรหาคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก โดยพูดไปก็เขินไป “อีกอย่าง หมอนี่ไม่ใช่เกลสักหน่อย! อย่างน้อยๆก็ไม่ใช่คนที่พวกเรารู้จักแล้วกัน”

“ถ้างั้นทำไมเธอต้องหึงด้วยล่ะ” ไลลายื่นหน้าเข้าไปพ่นลมใส่หูเพื่อนสาว เทเรซ่าสะดุ้งโหยง ชั่วขณะหนึ่งนัยน์ตาสีฟ้าสดก็เลื่อนมาสบกับเขาพอดี ปุ้ง! หากหล่อนเป็นเครื่องจักรไอน้ำละก็ พวงแก้มสีเข้มนั่นต้องปล่อยควันออกมาได้มากมายแน่ๆ

“ฉะ ฉัน ฉันไม่... ฉันไม่ได้-”

“เห” อีกฝ่ายยึดข้อมือเธอ แล้วรุกไล่ไม่เลิกด้วยการลากนิ้วลงมาตามสีข้าง ท่าทางยามเทเรซ่ากระตุกเฮือกทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกวูบวาบในท้องน้อย “ไม่ซื่อตรงเลยนะ”

“ฉัน... เป็นคนชัดเจนตลอดเวลานั่นละย่ะ” สาวชุดโจรสลัดขืนตัวออกมายืนหอบหายใจแฮ่กๆ “ที่สำคัญ เราควรให้ความสนใจกับสถานการณ์ตรงหน้านี้มากกว่าไม่ใช่หรือไง เช่นว่าที่นี่ที่ไหน แล้วพวกเรามาอยู่ในเรือเส็งเคร็งนี่ได้ยังไง!!!

“ที่นี่คือสุดขอบโลก” เสียงเย็นๆไม่แพ้บรรยากาศโดยรอบดังขึ้นจากข้างตัวเกล สังเกตจากปฏิกิริยาตอบรับที่เต็มไปด้วยเสียงกรี๊ดของสาวๆ(รวมถึงเขาด้วย) เห็นได้ชัดว่าพวกเธอเองก็ตกใจเช่นกัน

หล่อนเป็นเด็กสาวอายุอานามพอๆกับเขา ร่างกายส่วนใหญ่ถูกห่อหุ้มภายใต้ผ้าคลุมมีฮู้ดสีเขียวหม่นยาวจรดพื้น ผมของเธอเป็นสีน้ำตาลเข้มหยักศก ดวงตากลมโตสีอำพันปกคลุมด้วยขนตางอนยาว จมูกเรียว ริมฝีปากอวบอิ่มเคลือบลิปสติกม่วงเข้มเกือบดำ ผิวซึ่งเห็นเฉพาะใบหน้านั้นซีดเซียวดุจหิมะ ตัวเธอสูงกว่าเขาและคนอื่นๆพอสมควรเนื่องจากรองเท้าบู้ทส้นเข็มห้านิ้ว น่าแปลกที่หล่อนสามารถย่องมาประชิดข้างเขาโดยที่ไม่มีใครรู้ตัวเลยท่ามกลางสภาพอากาศอันเลวร้ายรวมถึงพื้นเหล็กเย็นเฉียบลื่นปรื๊ดด้วยรองเท้าเดินยากแบบนี้

“เอลิซ!!!” แม่มดทั้งสองร้องพร้อมกัน

“ฉันนั่งรออยู่นานแต่ก็ไม่เห็นพวกเธอกลับมาสักที ก็เลยออกตามหาน่ะ” เด็กสาวกล่าวต่อ “ตกลงเจอกับเกลแล้วใช่ไหม” จากนั้นสายตาเธอก็เลื่อนมาหยุดที่เขา แววประหลาดใจฉายชัดบนใบหน้า “นี่มัน?”

“เอ่อ ฉันคิดว่าเรื่องนี้น่าจะอธิบายได้ด้วย-” เทเรซ่าเริ่มพูด แต่แล้วเธอก็ชะงัก

เพราะจู่ๆเอลิซก็กระอักเลือดออกมากองใหญ่

-----------------------------------------------------

“ฮ่าๆ ขอโทษทีๆ” เอลิซหัวเราะพลางใช้มือลูบศีรษะตัวเองเขินๆ ซึ่งแม้จะเช็ดริมฝีปากไปแล้วกระนั้นรอยเลือดก็ยังเปรอะเล็กน้อยบนผิวซีดขาวแถวๆคางอยู่ดี “ร่างกายฉันมันก็แปลกๆแบบนี้แหละ ผลจากเวทมนตร์ที่ถือครองอยู่น่ะ”

เวทมนตร์... แน่ละ ก็เธอทั้งสามคนเป็นแม่มดนี่นา เหล่าสาวน้อยสมาชิกภาพแห่งกองเรือคาราวานแฟนตาซีจากโลกอนาคตในอีกหกร้อยปีข้างหน้า พวกหล่อนมีหน้าที่เสาะหาและรวบรวมเรื่องราวแฟนตาซีอันควรค่าแก่การสะสมเพื่อเก็บรักษาไว้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลาหรือถูกทำลายโดยพันธมิตรแห่งความมืดบอด ไม่ว่าจะห้วงมิติใด ต่อให้เป็นจุดต่ำสุดใต้สะดือโลกหรือสุดขอบจักรวาลก็ไม่อาจขวางกั้นภาระหน้าที่ได้ ด้วยนาวาแห่งจินตนาการ มิราเคิล คอลเลคเตอร์ซึ่งแล่นไปได้ทุกหนทุกแห่ง แม้แต่ห้วงเวลา

ทว่าที่แปลกก็คือ พวกเธออ้างว่าเขาเองก็เป็นหนึ่งในลูกเรือของเรือมิราเคิล คอลเลคเตอร์ด้วยเช่นกัน แถมไม่ใช่ลูกเรือดาษๆที่ไหนเสียด้วย ทว่าเป็นถึงกัปตันเลยทีเดียว

สำหรับเรื่องสาวน้อยเวทมนตร์กับเรือสะเทิ้นอวกาศเนี่ยมันก็ยังพอเชื่อได้นะ แต่ไอ้การที่เขาเป็นผู้นำคนอื่นเนี่ยดูยังไงก็ไม่น่าใช่เขา(ยิ่งกว่านั้น ฟังจากที่ไลลาเล่าแล้ว อย่างกับเขากลายเป็นยอดมนุษย์ยังไงยังงั้น) และก็เรื่อง... กัปตันในอีกหกร้อยปีข้างหน้า ใครมันจะไปอายุยืนได้ถึงขนาดนั้นกันฟะ เป็นไปได้ว่าตอนเรน่าเรียนที่แปดร้อย ผู้คนคงลืมกันไปแล้วว่าชื่อเรนเกล ไคลด์นั้นเคยหมายถึงไอ้ห่วย

ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้หรอก ยิ่งสำหรับไอ้เห่ยอย่างเขาด้วยแล้ว มันไม่มีทางเลย

“เธอหมายความว่าไงที่ว่านี่คือสุดขอบโลกน่ะ” เกลถามขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกด้อยค่าที่กำลังเป็นอยู่ บางอย่างในตัวเด็กสาวทำให้เขาประหม่า อันที่จริง ทุกอย่างที่เป็นเธอเลยต่างหาก นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาไม่ได้คุยกับผู้หญิงจริงๆ ไม่นับยัยอันธพาลพวกนั้นนะ “ไม่ใช่ว่าโลกน่ะ เอ่อ... กลมงั้นหรือ เพราะงั้นมันก็ไม่น่าจะ...”

“ไม่ใช่การสุดขอบในความหมายนั้นหรอก” เอลิซตอบ “สุดขอบโลกมีอยู่หลายความหมาย เช่น สุดดินแดนของคนเป็น นั่นคือการลงไปยังโลกหลังความตายไงละ ส่วนในกรณีนี้ ฉันว่าเรากำลังเผชิญกับสุดขอบห้วงมิติมากกว่า”

“สุดขอบห้วงมิติ?” เขาทวนคำ ก้าวฉับๆพยายามตามฝีเท้าเทเรซ่าซึ่งเดินนำไปตามทางเดินสลัวๆเย็นเยียบในเรือดำน้ำให้ทัน หลังจากพวกเธอลงความเห็นว่าต่อให้ยืนตากหิมะอยู่ข้างบนนั้นต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ ทั้งหมดจึงยกขบวนกลับลงมาข้างล่างอีกครั้ง

“มันก็คือจุดตัดของจักรวาลไงละ อย่างแรกที่เธอต้องเข้าใจคือจักรวาลที่เธออยู่นั้นไม่ใช่จักรวาลเพียงแห่งเดียว ทว่าเป็นหนึ่งในจักรวาลนับร้อยนับพันซ้อนกัน เหมือนกับภาพในกระจกที่สะท้อนกันเอง พวกมันจะเกิดเป็นภาพไม่มีที่สิ้นสุดลึกเข้าไป” สาวชุดเมดผู้มีหูแหลมเอ่ยบ้าง “เธอก็เห็นไม่ใช่หรือ เมืองจักรกลไอน้ำที่อยู่อีกฝั่งของเมฆน่ะ นั่นละโลก ใบเดียวกับที่เราอยู่กันตอนนี้เลย เพียงแต่คนละเส้นเวลาและจักรวาลเท่านั้น”

สาวผมบลอนด์เหลือบมองเขาเหมือนมองไอ้โง่สักตัว “คำถามไม่ใช่ที่นี่ที่ไหน แต่เป็นพวกเรามาที่นี่ทำไมต่างหาก” เธอกลับไปจ้องมองยังความมืดเบื้องหน้าอีกครั้ง หลอดไฟติดเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติทีละดวงสองดวงเมื่อเธอเข้าไปใกล้ และดับวูบลงยามพวกเขาเดินผ่านไปเรียบร้อยแล้ว “เป็นไปได้มากว่าการที่พวกเรามาอยู่ที่นี่เพราะการบิดเบือนของห้วงมิติเวลา แต่แค่เฉพาะพวกเราทำให้สรุปได้ว่าเป็นฝีมือของใครบางคน ส่วนเรือลำนี้เองก็...”

ดิ ออริจินัล คอลเลคเตอร์” เอลิซเงยหน้าขึ้นสูดจมูกฟุดฟิด

ดิ ออริจินัล คอลเลคเตอร์!?! แต่ว่านั่นมัน-”

“เรือโปรโตไทป์ของมิราเคิล คอลเลคเตอร์ ต้นแบบเรือของพวกเรา” เอลิซพูดต่อ “หายสาบสูญไประหว่างการเดินทางเมื่อสิบเอ็ดปีก่อนพร้อมกับเจ้าหญิงน้ำหมึก เชื่อเถอะว่าเรื่องนี้ฉันรู้ดี ฉันเป็นหัวหน้าช่างเครื่องของพวกเธอเชียวนะ”

“แต่ช่างเครื่องตัวจริงน่ะมันริฟาต่างหาก ที่หล่อนทำน่ะก็แค่อ้วกเป็นเลือดออกมาแทนจาระบีเท่านั้นแหละ”

“ฮ่าๆ น้อมรับความผิดเจ้าค่ะ” เด็กสาวตอบไลลา พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเลือดซึ่งหยดลงมาจากมุมปากไปด้วย

“นั่นก็ช่วยอธิบายว่าพวกเรามาที่นี่ได้ยังไง” เทเรซ่าพึมพำกับตัวเองต่อไปโดยไม่สนใจคนอื่นๆแม้แต่น้อย “เรือตระกูลคอลเลคเตอร์น่ะจะมีเครื่องกำเนิดพลังข้ามมิติติดตั้งไว้ แสดงว่าใครบางคนจะต้องใช้มันดึงพวกเรามารวมกันที่นี่”

“รวมถึงกัปตันผู้ยิ่งใหญ่ของเราด้วย” เอลิซเสริมและเข้ามาควงแขนเกล หัวใจเขาเริ่มกระโดดโลดเต้นอย่างบ้าคลั่งอีกแล้ว “ถึงแม้จะผิดช่วงเวลาไปหน่อยก็เถอะ”

“ผิดไปหน่อย?” สาวผมบลอนด์พูดเสียงสูง หันมาชี้หน้าเขา “ผิดไปหน่อยงั้นหรือ นี่มันผิดที่สุดเลยต่างหาก! หมอนี่น่ะเป็นตัวตนไร้ค่าก่อนที่จะพบกับพวกเรา ดีไม่ดีเขาอาจไม่ใช่เกลจริงๆด้วยซ้ำ”

“แต่เขาก็ยังเป็นเกลอยู่ดีนั่นละ แค่ยังไม่รู้จักกับพวกเราเท่านั้น”

“ใช่ๆ นี่ไง” ไลลาพยักหน้ากับคำพูดของแม่มดพ่นเลือด พร้อมเขามาควงแขนเขาอีกข้าง สำหรับโอตาคุบ้าการ์ตูนซึ่งเอาแต่เล่นเกมจีบสาวไปวันๆ นี่อาจเป็นจุดสูงสุดของความฝันแล้วก็ได้ เด็กหนุ่มนี่แบบ โอ้ว! นะ หนองโพมันดันเข้ามาสองข้างเลย!!! และจู่ๆสาวหูแหลมก็จับผมหน้าม้าเขาเสยขึ้น เทเรซ่าหน้าแดงซ่านทันควัน ส่วนสาวที่อยู่ข้างๆถึงกับกระอักเลือดพรวด นี่มันชักยังไงๆอยู่นะ “มีแต่กัปตันตัวจริงเท่านั้นที่ทำให้พวกเธอเกิดอาการร้อนเร่าเลือดกำเดาพุ่งได้”

“หล่อนอย่าทำแบบนี้อีกนะยะ!” สาวชุดโจรสลัดโวยวาย มือกุมจมูกแน่น “ฟู่ เมื่อกี๊นี่มันอันตราย... ชะ... มัด...”

เธอเพิ่งถอยไปชนบางสิ่งเข้า หลอดไฟในบริเวณนี้สิ้นสุดอยู่แค่จุดที่เกลยืนอยู่เท่านั้นขณะที่ทางเดินลึกต่อไปข้างหน้าถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังเห็นได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร แผงอกหนาล่ำของใครสักคนที่ตัวใหญ่มากๆจนหน้าผากของเทเรซ่าอยู่แค่ตำแหน่งลิ้นปี่เท่านั้น

และมันก็ก้าวออกมาสู่แสงสว่าง

ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก ทว่าเจ้านั่นคืออสูรกายซึ่งมีร่างกายสีม่วงโปร่งแสงเจ้าเก่านั่นเอง หรือที่เรียกว่าฮังเกอร์ เพียงแต่งวดนี้มันไม่ได้มาในสภาพผอมเพรียวลมอีกแล้ว แต่ไปซุ่มฟิตหุ่นกระทั่งเบ้อเริ่มเทิ่มเหมือนนักมวยปล้ำยังไงยังงั้น ยกเว้นอย่างเดียวคือส่วนศีรษะที่ยังเป็นก้อนๆทรงถังน้ำมีเจาะรูตรงตำแหน่งตา หู จมูกและปากไว้เท่านั้นที่ยังคงเดิม กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้มันน่ากลัวน้อยลงเลย

มันคำรามเป็นเสียงขลุ่ยที่เป่าโดยเด็กอนุบาล ทำเอาความน่าเกรงขามลดฮวบฮาบ ทว่ากรงเล็บแหลมคมยาวเกือบฟุตช่วยได้ เทเรซ่าถอยฉากหลบแบบเฉียดฉิว แสงเจิดจ้าสว่างวาบตามการเคลื่นไหวของเธอ ทิ้งไฟลุกโชติช่วงในอากาศด้านหลัง ปิศาจเงากระตุกมือที่ละลายเหมือนไอศกรีมกลางแดดกลับ เสียงโหยหวนดังชวนขนลุก ทว่าที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ เปลวเพลิงส่องให้เห็นสัตว์ร้ายล่ำบึ้กจำนวนมากที่ซ่อนอยู่ราวกับความมืดบนทางข้างหน้านั้นเป็นส่วนหนึ่งของพวกมันเลยทีเดียว

วิ่ง!” สาวผมบลอนด์ตะโกน ไฟค่อยๆสะบัดและจางหายไปเนื่องจากไม่อาจคงสภาพด้วยความว่างเปล่าได้ ภาพสุดท้ายที่เกลเห็นก่อนจะถูกดึงให้ออกวิ่งไปอีกทางนั้นคือ มือด้วนกุดของตัวประหลาดนั่นงอกกลับขึ้นมาใหม่จากการดึงดูดเงารอบกายเข้าไป

พวกเขาวิ่ง วิ่งและวิ่งไปตามเส้นทางแคบๆ ผ่านประตูบานแล้วบานเล่า ซึ่งเมื่อหนึ่งในสามสาวโบกมือ แผ่นเหล็กหนาหนักก็จะเลื่อนปิดล็อคตามหลังด้วยตัวมันเอง บางครั้งพวกเขาต้องขึ้นหรือลงบันไดพื้นเป็นตะแกรง โดยเกลมักจะมีความรู้สึกว่าความมืดเบื้องล่างที่มองเห็นผ่านพื้นนั้นเลื่อนไหลตามพวกเขามา

เห็นเอลิซกระอักเลือดบ่อยๆแบบนี้แต่หล่อนกลับเป็นคนที่วิ่งเร็วที่สุดในกลุ่ม แม่มดสาวสวมผ้าคลุมนำทางพวกเขาไปเรื่อยๆ ไม่มีลังเลสักนิด คล้ายกับเธอรู้ว่ากำลังมุ่งหน้าไปที่ใด แวบหนึ่ง เขาเห็นเสื้อผ้าใต้ผ้าคลุมที่เลิกขึ้นตอนเธอเลี้ยวกะทันหันตรงหัวมุม มันเป็นแค่เสื้อชั้นในสีดำสองชิ้นเท่านั้น

ก่อนที่เกลจะทันคิดว่าเขากำลังตามเด็กสาวโรคจิตที่นุ่งแค่ชั้นในกับผ้าคลุมมาวิ่งโทงๆในเรือดำน้ำเก่าๆที่เต็มไปด้วยตัวประหลาด ณ สุดขอบโลก(คุณลองจินตนาการดูสิ แล้วจะรู้ว่ามันเพี้ยนแค่ไหน) เขาก็ชนโครมกับไลลาที่จู่ๆก็หยุดโดยไม่บอกกล่าว เอลิซเพิ่งเปิดประตูบานใหญ่ตรงหน้าพอดี เขากับสาวชุดเมดที่เสียหลักก็พ่วงแม่มดที่เหลือล้มเข้าไปด้วย

เสียงกรี๊ดกร๊าดดังสลับสน ใบหน้าเด็กหนุ่มจมลงสู่ความนุ่มหยุ่นยวบยาบ จมูกรับรู้ถึงกลิ่นอ่อนๆของผิวส้ม และเขา คงฟุบอยู่กับความหอมหวนอย่างนั้นไปอีกพักใหญ่ๆหากแต่มือที่แข็งแรงข้างหนึ่งกระชากคอเสื้อเขาขึ้นเสียก่อน

แกมันไอ้โรคจิต!” เทเรซ่าเหวี่ยงเขาลงไปกองกับพื้น เท้าเหยียบโครมลงมาเฉียดหัวไปนิดเดียว

“อะ เอ๋!?!” เกลเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง ก่อนจะตระหนักว่าความนุ่มนวลที่เขาเพิ่งเอาแก้มไปแนบนั้นน่ะ(ไม่ใช่พื้นนะ ก่อนหน้านั้นหน่อย) คือหน้าอกหน้าใจมหึมาของไลลา สาวหูแหลมซึ่งเขาเพิ่งมารู้ว่าหล่อนเป็นแม่มดเผ่าปิศาจจากนรกส่งยิ้มหวานพลางกอดอกดันยกสูงเน้นเค้าโครงแห่งความเย้ายวนให้โดดเด่นยิ่งขึ้น นี่เขาเพิ่งผ่านประสบการณ์ในฝันของบรรดาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ไปโดยไม่รู้ตัวหรือนี่!!!

ไม่ต้องทำเป็นมีความสุขเลยนะยะ!” เทเรซ่าแหว

“รู้สึกดีไหมล่ะจ๊ะ” ไลลาถาม พูดพลางก็ใช้นิ้วลูบไล้ริมฝีปากไปด้วย บางส่วนลึกๆในสมองเขาพยายามเรียกเอาความทรงจำของความรู้สึก ณ วินาทีนั้นกลับมาอีกครั้งเพื่อทำการบันทึกอย่างถาวร ทว่า...

เสียงหัวเราะดังจากตรงไหนสักแห่งดึงความสนใจของทุกคน จากนั้นแสงก็สว่างขึ้นจากโคมระย้าขนาดใหญ่ทั้งสี่มุม เกลพบว่าตนกับสามสาวมาอยู่กันในห้องซึ่งมีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับห้องบอลรูม แต่แทนที่จะใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงเต้นรำหรูหรา ห้องนี้กลับเต็มไปด้วยชั้นหนังสือมากมายตั้งอย่างไร้ระเบียบ มีทั้งชั้นแบบไม้และแบบเหล็ก แกะสลักงดงามวิจิตรตระการตาจนถึงเรียบง่ายที่สุด ตรงกลางห้องมีชั้นลอยล้อมรอบต้นไม้ขนาดสิบคนโอบซึ่งคล้ายกับกลืนหายเป็นส่วนหนึ่งของเพดานไป นานแสนนานมาแล้วมันอาจเคยมีชีวิตมาก่อน แต่บัดนี้ความโรยรากลืนกินต้นไม้อันแปลกประหลาดนี้เสียสิ้น ลำต้นมีสภาพเป็นไม้ผุๆ ใบสีน้ำตาลร่วงทับถมเป็นชั้นหนา ส่วนที่เหลือบนกิ่งหงิกงอก็แห้งกรอบและมีอยู่น้อยนิดเหลือเกิน

แต่ไม่ใช่แค่ต้นไม้เท่านั้นที่เหลือเพียงเศษซากความรุ่งโรจน์แห่งอดีตกาล หนังสือก็เป็นอีกอย่างที่ผุพังสูญสลาย ส่วนใหญ่กลายเป็นเถ้าถ่านและเศษเล็กเศษน้อย ที่ยังพอดูเป็นหนังสือได้ก็ขาดรุ่งริ่งราวกับถูกฉีกกระชากจากกันโดยผู้ใจบาปหยาบช้าไร้ซึ่งอารยธรรม หากว่าพรมใบไม้ว่าหนาแล้ว ขี้เถ้ากับเศษกระดาษนั้นมากกว่าเป็นสิบๆเท่า พวกมันกระจายเกลื่อนปกคลุมกระทั่งแทบไม่เห็นพื้นห้อง ถ้านี่คือห้องสมุดละก็ มันคงจะเป็นห้องสมุดที่ตายแล้วเป็นแน่

เกลสะดุ้งสุดตัว เนื่องจากเขาเพิ่งจะเห็นบรรณารักษ์ที่ตายไปแล้วเช่นกันหรืออาจเป็นนักอ่านก็ได้ใครจะรู้(ถึงรู้ก็ไม่ได้ช่วยให้สยองน้อยลงหรอก) พวกเขาแห้งเป็นมัมมี่เหลือแต่กระดูก ที่ใช้คำว่าพวกเขาก็เพราะผู้ที่ตายไม่ได้มีเพียงคนเดียวน่ะสิ ซากศพนับไม่ถ้วนนอนเกลื่อนห้องสมุดไร้วิญญาณ เด็กหนุ่มสังเกตว่ามันมีกระทั่งกระโหลกวัวกับแมวยักษ์ด้วย ที่แปลกก็คือ กระโหลกสัตว์เหล่านั้นติดกับร่างกายแบบมนุษย์ในชุดที่ให้อารมณ์แบบหนังไซไฟมากๆ

“งั้นหรือ ผู้ที่องค์หญิงอัญเชิญมาเพื่อช่วยเหลือคือพวกเจ้าเองสินะ เหล่าแม่มดแห่งมิราเคิล คอลเลคเตอร์” เสียงผู้หญิงเย็นๆดังขึ้นจากบุคคลในผ้าคลุมตัวโคร่ง เขาไม่เห็นหน้าค่าตาคนผู้นั้นนอกจากหน้ากากขาวโพลนปราศจากลวดลายเจาะรูเฉพาะตรงตา สีสันของมันซีดขาวชวนให้นึกถึงกระดูกไม่มีผิด “ช่างน่าขันเสียจริง”

ใครกัน!” เทเรซ่าตวาด เธอไม่พูดพร่ำทำเพลง ดีดนิ้วเรียกไฟขึ้นมาขว้างใส่มนุษย์หน้ากากทันที ทว่าก่อนที่พลังงานอันร้อนแรงนั้นจะถึงตัวอีกฝ่าย ฉับพลัน คนในผ้าคลุมคนที่สองก็พุ่งจากไหนไม่รู้มารับลูกไฟด้วยมือเพียงข้างเดียวเหมือนรับบอล เพียงเจ้านั่นกำมือ ไฟก็ดับวูบ เหลือเพียงขี้เถ้าหลั่งไหลจากร่องนิ้ว

“เราคือผู้ควบคุม ชนชั้นปกครองของพันธมิตรแห่งความมืดบอด” หมอนั่นพูด

“อย่างที่คิด เป็นฝีมือพวกแกจริงๆที่โจมตีเรือลำนี้” ไลลาพูดบ้าง เธอกับเอลิซใช้แขนดันให้เกลถอยไปข้างหลัง “แกทำอะไรเจ้าหญิง”

“อีกไม่นานหล่อนก็จะถูกทำลาย รวมถึงคาราวานเรือแฟนตาซีของพวกเจ้าด้วย และมนุษย์ก็จะตกอยู่ใต้อำนาจแห่งความสิ้นหวังชั่วนิรันดร์!!!

“ความสิ้นหวัง!?! หมอนั่นต้องการให้คนสิ้นหวังไปทำไมกัน?” เกลกระซิบถาม สงสัยจนอดรนทนไม่ได้

“โฮ่? เจ้าคือ...” ชายในชุดคลุมมิดชิดผู้นั้นหัวเราะเสียงแหบห้าว “เจ้าเองก็ถูกองค์หญิงดึงตัวมาด้วยงั้นหรือ ท่านกัปตันผู้ยิ่งใหญ่” มันเน้นเสียงอย่างเหยียดหยัน นัยน์ตาแดงก่ำเรืองวาวผ่านทางช่องหน้ากากจับจ้องมายังเขา “แต่ดูเหมือนจะพลาดสินะ เจ้ายังไม่ได้กลายเป็นพ่อมดด้วยซ้ำ อย่างที่ข้าพูดใช่ไหมละ เทเรซ่า มนุษย์ทุกคนล้วนแต่มีความสิ้นหวังในตัว ไม่เว้นแม้แต่ยอดกัปตันของพวกหล่อน แถมยังเป็นความสิ้นหวังที่น่าสมเพชเสียด้วย ก็ดี ข้าจะได้กำจัดเจ้าทิ้งได้ง่ายๆ”

“ลุยเลย เหล่าฮังเกอร์ผู้น่ารักทั้งหลาย” สาวหน้ากากชูมือเหนือศีรษะ แล้วเงาก็ก่อรูปร่างขึ้นเป็นอสูรกายหัวทรงถังรูปร่างกำยำล่ำสันสูงกว่าสองเมตรนับสิบๆตน ตัวประหลาดพวกนั้นกระโจนใส่พวกเขาจากทุกทิศทาง

“เทเรซ่า ฝากเขาด้วย!” ไลลากล่าวโดยไม่หันมามอง

พริบตานั้น เกลต้องหยีตาเนื่องจากแสงเจิดจ้าที่ส่องวาบจากร่างของแม่มดในชุดเมด หล่อนประทับมือลงกับพื้น จากนั้นหนามยักษ์มากมายก็ผุดจากแผ่นเหล็กรอบตัวพร้อมกับสายลมเย็นยะเยือกพัดใส่เขา เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นอีกครั้งและพบว่าหนามเหล่านั้นแท้จริงแล้วคือแท่งน้ำแข็งอันแหลมคม พวกมันงอกสูงถึงเพดาน เสียบทะลุร่างหนาๆโปร่งใสของบรรดาตัวประหลาดเงาทั้งหลาย ฉึกทึ้งมันจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

แต่แล้วอวัยวะขาดวิ่นก็หดเล็กลง ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นหมุนรอบตัวเองขณะเปลี่ยนรูปร่างเป็นเข็มยาวหนึ่งฟุต อสูรกายเงาแตกตัวเป็นเข็มจากนั้นก็พุ่งลงมาใส่พวกเขาราวกับห่าฝน เอลิซก้าวสลับไปยืนข้างไลลา เธอโบกมือ อากาศทอประกายระยับจับตัวหนาเป็นบริเวณความดันสูงสะท้อนการโจมตีทั้งหลายกลับไป กระนั้นบางส่วนก็ยังหลุดรอดการป้องกันมาได้ โดยหนึ่งในนั้นแล่นฉิวตรงมายังเด็กหนุ่ม เล็งเข้าที่หว่างคิ้วพอดิบพอดี ทว่าก่อนที่เข็มจะเจาะทะลุกะโหลก ก่อนที่เขาจะได้รูหายใจที่สามมาแบบไม่เต็มใจ เทเรซ่าก็เอื้อมมือมาคว้าไว้เสียก่อน ปลายแหลมๆของมันจ่อห่างจากใบหน้าเขาไปไม่ถึงหนึ่งนิ้ว เข็มเสียรูปร่างกลายเป็นของเหลวมีชีวิตพยายามหนีจากมือหญิงสาว

เธอบีบแรงขึ้น แล้วเพลิงก็ปะทุจากอุ้งมือ แผดเผาชิ้นส่วนตัวประหลาดจนเหลือแต่เถ้าถ่าน

“ไปกันได้แล้ว” เด็กสาวหันมาบอกเขา

เขากับเธอออกวิ่งตอนที่ฮังเกอร์ปรากฏตัวจากเงามืดตามซอกมุมชั้นหนังสือหักพังเข้าจู่โจมสองแม่มดระลอกใหม่ เกลทันเห็นเอลิซกับไลลาคว้าไพ่คนละใบจากอากาศว่างๆเบื้องหน้า ของแม่มดสวมผ้าคลุมสีเขียวเป็นคนห้อยหัวส่วนสาวเมดหูแหลมถือไพ่จันทรา ทั้งคู่ชูไพ่ขึ้นเหนือศีรษะ กระดาษเคลือบมันในมือเปล่งแสงเจิดจ้า ขณะเดียวกันอสูรกายหัวทรงถังเจ็ดแปดตนกระโจนมาดักหน้าสาวผมบลอนด์กับเขาก่อนถึงประตูเล็กน้อย เทเรซ่าเอื้อมมืออกไป จากนั้นความว่างเปล่าระหว่างนิ้วทั้งห้าก็พลันก่อเป็นรูปร่างขึ้น ไพ่ผู้วิเศษมีตัวตนชัดเจนพร้อมทั้งปะทุเปลวไฟ เพลิงร้อนแรงหมุนวนคล้ายพายุย่อมๆ พัดเหล่าฮังเกอร์ปลิวระเนระนาดมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน

เธอดึงเขาผ่านประตูมาได้เพียงนิดเดียวก่อนที่หนามน้ำแข็งจะงอกตามหลังมาปิดทางออกจนหมด บางส่วนแทงทะลุผนังเหล็กหนาออกมาเป็นแท่งคมกริบขนาดใหญ่

“นั่นมันอะไรกันน่ะ” เกลที่สมองเต็มไปด้วยความสับสนถามขึ้น แม้ตัวเองจะยังไม่รู้เลยก็ตามว่าต้องการคำตอบจริงๆหรือไม่ “คนสวมหน้ากากพวกนั้น ห้องสมุดพังๆที่มีศพเต็มไปหมด แล้วก็น้ำแข็ง ระเบิดตูม-”

“เหล่าพันธมิตรแห่งความมืดบอด! ศัตรูตัวฉกาจของพวกเราชาวคาราวานแฟนตาซี” เทเรซ่าอธิบาย ขณะที่พวกเขาพุ่งไปตามทางแคบๆราวกับเขาวงกตในเรือดำน้ำด้วยความเร็วดุจสายลมพัดผ่าน “เรือลำนี้ ดิ ออริจินัล คอลเลคเตอร์ถูกบันทึกว่าหายสาบสูญไประหว่างการปฏิบัติการเมื่อสิบเอ็ดปีก่อน คิดไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้แน่ เจ็บใจชะมัด!

“เธอบอกว่าคาราวานแฟนตาซีมีหน้าที่สะสมเรื่องราวแฟนตาซีไม่ใช่หรือ แล้วทำไมถึงมีใครที่ต้องการขัดขวางด้วยล่ะ ไม่ใช่ว่าสิ่งที่พวกเธอทำอยู่น่ะเป็นเรื่องดีหรอกหรือ” เขาถาม

เด็กสาวเงียบไปครู่หนึ่ง เหลือเพียงเสียงฝีเท้าดังถี่ๆระหว่างขึ้นบันได “พวกเราต่างสู้เพื่อโลกในอุดมคติทั้งที่ไม่รู้ว่าที่แห่งนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ เรื่องราวทั้งมวลไม่ว่าจะเป็นห้วงความทรงจำ ความรักและจินตนาการล้วนก่อให้เกิดความฝันและความหวัง เปรียบเสมือนที่พักพิงสำหรับเหล่านักเดินทางผู้อ่อนล้ากับแรงบันดาลใจอันนำไปสู่ความสำเร็จ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นแฟนตาซีหรือไม่ ทว่าการอ่านเป็นการยกระดับตัวเองของมนุษย์ ทำให้พวกเราสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆอีกทั้งเติมเต็มจิตวิญญาณ ผู้คนเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบมากขึ้นเมื่อเปิดรับสิ่งใหม่ๆ” เธอกล่าวต่อ “แต่ เหล่าพันธมิตรแห่งความมืดบอด... ไม่ได้เชื่อในสิ่งเดียวกัน อุดมคติของพวกมันคือการยึดครอง ด้วยการทำลายเรื่องราวซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดจินตนาการ มนุษย์ที่จิตใจแห้งผากก็จะง่ายต่อการควบคุม พันธมิตรแห่งความมืดบอดเป็นเสมือนตัวแทนของจักรวรรดิชั่วร้าย พวกมันต้องการเปลี่ยนผู้คนให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตไร้จิตใจ สูญสิ้นจินตนาการ เพื่อบ่งการทุกคนบนโลก ไม่สิ ทุกชีวิตในจักรวาลให้ทำทุกอย่างตามความปรารถนาของพวกมัน ลองนึกภาพโลกทั้งใบกลายเป็นอะไรเหมือนๆกันดูสิ ทุกคนพูดเหมือนกัน ใส่เสื้อชุดเดียวกัน ปราศจากสีสัน ไม่มีแม้แต่ความงดงามของต้นไม้ใบหญ้า มนุษย์ทุกคนถูกจำกัดด้วยระบบ เวลาทุกนาทีต้องทำงานตามแต่ผู้ควบคุมมอบหมาย ไม่สามารถคิดอะไรเองได้ ความสุขกลายเป็นสิ่งต้องห้ามไป”

“สรุปก็คือ พันธมิตรแห่งความมืดบอดต้องการควบคุมทุกคนด้วยการทำลายจินตนาการสินะครับ”

เทเรซ่าหันมายิ้มให้เขา ถือเป็นรอยยิ้มจริงใจครั้งแรกของเธอนับตั้งแต่เจอกัน ซึ่งมันทำให้เด็กหนุ่มใจเต้นระรัวขึ้นมา “นายเองก็ไม่ได้โง่เหมือนหน้าตาเลยนะ”

ทั้งสองมาหยุดหน้าประตู ห้องเครื่องยนต์ขนาดว่าแผ่นเหล็กหนาหนึ่งฟุตยังไม่ได้เปิดเลยนะ เขายังรู้สึกถึงความร้อนระอุแทบหน้าละลายที่ส่งผ่านมายังฟากนี้ได้ชัดเจนเลยทีเดียว

เกลเงยหน้ามองอีกฝ่าย “เครื่องกำเนิดพลังข้ามมิติถูกติดตั้งที่นี่” หญิงสาวอธิบาย “มันจะส่งนายกลับไปยังช่วงเวลาเดิมได้”

-----------------------------------------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น