วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ลาทีปีเก่า ต้อนรับปีใหม่!!! แจกหนังสือเพื่อพัฒนาตนเอง ส่งท้ายปี 2014 รับปี 2015 ครับ

เนื่องจากเราก็มาถึงจุดสิ้นสุดอีก 1 ปีแล้วครับ ไม่ว่าปีที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร แต่ปีต่อไปก็อยากจะให้ชีวิตมีคุณงามความดีเข้ามามากขึ้น อยากที่จะเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป

ผมจึงมีหนังสือดีๆที่ได้รับมาอีกทอดมาฝากครับ ไว้อ่านเพื่อพัฒนาตัวเอง บางท่านทางด้านทรัพย์สินเงินทองอาจเจริญดีแล้ว ก็อยากให้เพิ่มความดีงามทางจิตวิญญาณด้วย หรือบางคนอาจยังไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งต่างๆเท่าที่หวัง ก็อาจพัฒนาจิตวิญญาณตัวเอง เพื่อเปิดรับสิ่งดีๆที่จะมีมาในปีต่อไปครับ

หวังว่าทุกคนจะมีความสุขยิ่งๆขึ้นไปในปี 2015 นะครับ อะไรที่ไม่ดีก็ทิ้งไว้ในวันวาน ให้พบกับความสุข ความสำเร็จ ร่ำรวยทั้งเงินทองและคุณงามความดีกันถ้วนหน้านะครับ

แก่นแท้แห่งพระกรรมฐาน_[หลวงพ่อจรัญ] >> โหลด

เสียงจากนรกภูมิ >> โหลด

คู่มือปฏิบัติธรรมแนะวิธีปฏิบัติอิริยาบถ_๔_และการกำหนดรู้วิญญาณในอายตนะ_๖  >> โหลด

พลังลมปราณ_สร้างสรรค์พลังชีวิต >> โหลด

//ถ้ามีหนังสือดีๆอีก ผมจะนำมาแบ่งปันกันนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

[Diary 23/11/2557] บันทึกอ่านไพ่เมื่อวันวาน(ความจริงคือ “เมื่อวาน” แต่พูดงี้ดูเท่กว่าจริงไหม)

บันทึกอ่านไพ่เมื่อวันวาน(ความจริงคือ “เมื่อวาน” แต่พูดงี้ดูเท่กว่าจริงไหม)

ทั้งหมดเป็นการทายเรื่องของตัวเองล้วนๆ ชุดแรกทายเรื่องของวันอังคารที่จะมาถึง(25 พ.ย. 2557) เหตุการณ์ที่ผมจะต้องไปคุยเรื่องงานชิ้นหนึ่ง แต่แน่ละ ที่ผมจะต้องการความมั่นใจว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเข้าข้างผม หรือหากในกรณีเลวร้ายที่สุด อย่างน้อยก็จะได้เตรียมแผนการไว้รับมือ

นี่คือไพ่ทั้ง 3 ใบ
คำถามแรก หลังจากการคุยครั้งนี้ ผมจะได้เป็นระดับลงมือทำงานเลย หรือต้อง train ก่อน – จากที่ผมเห็นนะครับ ดูเหมือนว่าจะได้เป็นอย่างแรกมากกว่า คือการลงมือทำเลย เพราะคนในรูปนั้นดูมีพลัง แล้วไม้พายในมือก็ลุกเป็นไฟแล้ว แม้จะไม่มั่นใจว่าเรือหแล่นออกไปแล้วหรือยัง แต่ไพ่ก็ให้อารมณ์ถึงการมี activity สูงมาก อีกอย่าง ไพ่อัศวินไม้เท้า โดยปกติแล้วจะเป็นไพ่ของคนที่ลงมือทำแล้ว

**กับคำถามนี้ ผมเปิดกับไพ่อีกชุด(Wheel of Season)ด้วยคำถามเดียวกัน ได้ไพ่ราชาไม้เท้า ชัดเจนว่าอยู่ในระดับลงมือทำแล้ว เพราะเป็นไพ่ราชานั่นเอง

คำถามต่อมา หลังจากการคุยเนี่ย จะได้ร่วมมือกันหรือเปล่า – มันก็ชัดนะครับ ทั้งหน้าไพ่ ทั้งความหมายของการเป็น 10 ถ้วย คนในรูปคือร่วมกันเฮ แม้ว่าคนสุดท้ายจะมาช้าไปสักหน่อยก็ตาม ทั้งนี้ทั้งนั้น ไพ่ใบนี้ดูเหมือนจะได้ on board กันทุกคนครับ
ส่วนคำถามสุดท้ายของไพ่นี้ก็คือ หลังจากการเจรจาตกลงกันได้ในที่สุด จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น – ชายนับเงินขี่หลังเสือ แสดงให้เห็นถึงพลังมากๆ แน่นอนว่าผลตอบแทนก็ย่อมดีด้วย ดูเหมือนหลังจากออกทะเลมานาน สุดท้ายแล้วก็จะได้ผลตอบแทนสมน้ำสมเนื้อสักที แถมยังเป็นการเปิดตัวที่ค่อนข้างดีเสียด้วย

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

[Diary] ของหายได้คืน... ประสบการณ์หาของด้วยไพ่ยิปซี

บทความนี้อาจเป็นการโชว์โง่ของผมนะครับ ท่านใดที่คาดหวังว่าจะได้อ่านอะไรเจ๋งๆคงต้องขอบอกว่าให้เตรียมใจรับความผิดหวังไว้หน่อย

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เมื่อผมเปิดกระเป๋าสตางค์ออกมาก็พบว่า บัตรประชาชนหายครับ!!! ว่าแต่ว่ามันหายไปตอนไหน อย่างไร หรือจะเป็นตอนที่ผมเข้าแบงค์เมื่อวันศุกร์ หรือเป็นจังหวะที่ผมหยิบบัตร BTS ออกมาแล้วบัตรประชาชนติดมาด้วย เอาละสิครับ ไอ้ผมก็ไม่อยากไปทำใหม่ก่อนวัยอันควรซะด้วยสิ ถึงอย่างนั้น ถ้ามันหายไปจริงๆก็คงจะทำอะไรกับชีวิตไม่ได้จริงๆนอกจากก้มหน้าก้มตาไปทำใหม่

เพราะงั้นผมก็เลยเปิดไพ่ Tarot สักหน่อย ดูว่ามันหายไปจริงๆหรือไม่ ไพ่ที่ได้คือใบนี้ครับ Temperance
แวบแรกที่ผมเห็นรูป ผมคิดแล้วว่า มันหายไปแน่ๆแล้ว แต่ว่าตอนไหนล่ะ ไพ่นี้บ่งบอกให้เห็นถึงการที่สิ่งที่ผมถามถึง(ก็คือบัตร)ถูกเปลี่ยนสถานที่ไป งั้นก็อาจจะหมายถึงหายไปตอนที่ผมย้ายของออกจากกระเป๋าก็ได้ ไม่งั้นก็คงจะเป็นช่วงระหว่างเดินทาง(หล่นหายไปตอนที่เดินทาง) เพราะในรูปหน้าไพ่ ตรงด้านหลังเทวดาผมเห็นเส้นทางตรงไปยังกลุ่มก้อนแสงสว่าง

ทีนี้ผมเลยเปิดไพ่ว่า ผมควรจะทำอย่างไร ระหว่างการวิ่งไปไล่ตามหาทางเดิม กับการทำบัตรใหม่ ได้ไพ่ใบนี้ครับ 8 เหรียญ ดูจากรูป ผมสรุปทันทีว่าทำใหม่เลยดีกว่า!!!

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

[Diary] เหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา

ตามชื่อบทความเลยครับ เมื่อวันพฤหัสฯที่ผ่านมาได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับผมครับ ผมขอละรายละเอียดไว้ดีกว่าทว่าทั้งหมดทั้งมวลนั้นเกิดขึ้นจากความสะเพร่าและการขาดการยับยั้งชั่งใจของตัวผมเอง ผมผิดที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ไว้ได้กระทั่งเกิดการโต้เถียงขึ้นในที่ทำงาน จากเหตุการณ์ครั้งนี้ผมได้บทเรียนที่ดีเยี่ยมมา นั่นคือคนเราต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเองไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นจากอารมณ์ชั่ววูบหรือการไม่เจตนาก็ตาม แม้ว่านี่จะไม่ใช่บทเรียนที่ราคาแพงมากนักเมื่อเทียบกับใครหลายคน แต่มันก็เป็นการบอกชัดเจนว่าต่อจากนี้ผมจะต้องระวังให้มากขึ้น และควบคุมตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ทว่าบทความวันนี้ผมไม่ได้จะมาเล่าเรื่องนี้ครับ ไม่ใช่เลย มันยังคงเกี่ยวข้องกับเรื่องไพ่อยู่เช่นเคย นั่นคือผมได้เปิดไพ่ถามในเย็นวันนั้นว่าผมจะถูกไล่ออกไหมจากการระเบิดอารมณ์ครั้งนี้(ตอนนั้นผมเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว)

ตามรูปครับ ท่านผู้อ่านคงนึกสงสัยขึ้นมาแล้วว่าหน้าไพ่แบบนี้มันจะเกี่ยวข้องกับคำถามว่าจะถูกไล่ออกหรือไม่อย่างไร เอาจริงๆนะ ขนาดตัวผมเองที่เปิดตอนนั้นยังงงเลย เรื่องของเรื่องก็คือ ผมเชื่อเต็มที่ว่าตัวเองต้องโดนเด้งจากงานแน่นอน 100% ยิ่งกว่าแช่แป้ง แต่ไพ่กลับออกมาแบบให้อารมณ์สุขีสโมสรสุดๆ ดูสิครับ ถึงขั้นเปิดถังไวน์มาซดกันเลยทีเดียว คราวนี้ถ้ายึดตามความคิดที่มีต่อสถานการณ์ในตอนนั้น ชัดเจนว่าผมต้องโดนไล่ออกแน่ๆ ทว่าถ้าเชื่อตามไพ่ หมายความว่าผมจะได้รับโอกาสที่สอง(ถ้าไม่ได้ตีความแผลงๆอย่าง เจ้านายฉลองที่ไล่ผมออกได้ในที่สุด ไม่ใช่แล้วครับ)

หากหน้าไพ่แสดงอารมณ์อย่างไร ให้เอาอารมณ์นั้นแหละมาตั้งเป็นคำตอบ ในกรณีที่ภาพโดยรวมมันแทบจะไม่ได้ตอบคำถามเราเลยสักนิด เชื่อผมเถอะ เทคนิคนี้ช่วยผมรอดตัวมาได้นักต่อนักแล้ว

ปรากฏว่าอีกวัน ผมได้รับการติดต่อจากเจ้านาย(ผู้หญิง)ว่ามันไม่ใช่ความผิดของผมซะทีเดียว คือผมผิดแหละ เรื่องการระเบิดอารมณ์ออกมา แต่สิ่งที่ทำให้ผมระเบิดอารมณ์นั้นน่ะถือว่าเป็นความผิดของคู่กรณีต่างหาก และเมื่อตัดสินกันแล้ว เรื่องนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลงานที่ผมทำมาตลอดแต่อย่างใด เพราะงั้นครั้งนี้ผมจึงรอดตัวไปโดยไม่โดนลงโทษ ทิ้งไว้แต่ความรู้สึกผิดเท่านั้น

ในเย็นวันเดียวกันนั้นเอง ผมก็ได้รู้ว่าเจ้านายอีกคน(ผู้ชาย) ก็มีคำตัดสินออกมาแบบเดียวกัน นั่นคือไม่ใช่ความผิดของผม(เสียทีเดียว) ทั้งคู่ช่วยพูดปกป้องผมในที่ประชุมแทนที่จะไล่ออก

ซึ่งเมื่อมาพิจารณาตามหน้าไพ่ สิ่งที่แสดงออกมาก็ชัดเจนยิ่งขึ้น เห็นไหมครับ ในรูปมีผู้ชายกับผู้หญิงดื่มไวน์ด้วยกัน แทนเจ้านายทั้งสองคนของผมนั่นเอง และอารมณ์ยิ้มแย้มของรูปก็เป็นคำตอบของคำถามชัดเจน จากเรื่องนี้ ผมยิ่งทึ่งในพลังอำนาจของไพ่ tarot มาขึ้นเรื่อยๆเลยละครับ

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

[Diary] บันทึกการเปิดไพ่เพื่อเสริมความมั่นใจ(ตอนจบ)

บทความวันนี้เป็นการวิเคราะห์ไพ่ต่อจากบทความที่แล้วครับ(ที่นี่เลย >> http://veronicatherabbit.blogspot.com/2014/11/diary_12.html) โดยอ่านให้เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของผมนั่นเองครับ


2 ใบนี้เป็นคำถามเกี่ยวกับงานเสริมพิเศษของเขา(ซึ่งไม่ใช่งานเดียวกับที่ถามในบทความก่อนหน้านะครับ งานนี้ผมขอเรียกว่างาน W แล้วกัน ส่วนสิ่งที่เขาจะทำให้บทความที่แล้ว ขอเรียกว่างาน H)

มาดูที่ใบซ้ายนะครับ เป็นรูปของคนกำลังวาดรูปที่กำแพงอยู่ แสดงให้เห็นถึงการลงมือทำ และผลงานนั้นก็ออกมาดูดีเสียด้วย โดยถ้าลองคิดตามนะครับ ผลงานนั้นอยู่บนกำแพง ซึ่งถ้ามีคนเดินผ่านไปผ่านมาก็จะได้แวะชื่นชมกันโดยถ้วนหน้า สำหรับคำถามนี้คือ ถ้าเขาทำผลงานใน W ขึ้นมาสักชิ้น เขาควรเอาไปเผยแพร่เป็นสาธารณะก่อนที่จะไปนำเสนอให้หน่วยงานก่อนดีไหม(อย่างน้อยๆก็ส่วนแรกๆของชิ้นงาน W ไม่ใช่ทั้งหมด) ซึ่งผมก็ได้ตอบไปตามรูปตอนต้นย่อหน้านี้แล้วครับ นั่นคือสามารถทำได้ และน่าจะเป็นผลดีพอสมควรด้วย เนื่องจากไพ่ใบนี้ให้อารมณ์สดใส มีความหวังจากการสร้างสิ่งสวยงามขึ้นบนโลก(ถ้าเก็บไว้คนเดียวก็น่าเสียดายแย่) นอกจากนี้ไพ่ใบนี้ยังเป็นไพ่ 3 เหรียญด้วย ซึ่งส่งเสริมในเรื่องผลตอบแทน

ทั้งนี้ผลตอบแทนไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเงินก็ได้ครับ การแสดงฝีมือให้สาธารณะชนรู้ก็เป็นการการันตีอีกอย่างว่าถ้าเขาชอบ ตอนที่งานสมบูรณ์ออกมา ก็จะได้รับการอุดหนุนเพราะฝีมือของเขานั่นเอง

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

[Diary] บันทึกการเปิดไพ่เพื่อเสริมความมั่นใจ

วันนี้ได้เปิดไพ่ให้กับลูกค้าซึ่งเป็นคนรู้จักเก่าแก่ครับ เรียกว่าดูกันตั้งแต่ผมเริ่มฝึกอ่านไพ่ยิปซีเลยทีเดียว และก็เป็นลูกค้าที่ใช้บริการกับผมมากที่สุด มีให้เงินบ้างไม่ให้บ้าง พาไปทานข้าวตอบแทนบ้าง ฆ่าผมตายในเกมบ้าง ก็สนิทกันดีครับ ซึ่งแน่นอนว่าเขาก็มีความฝันของเขาอยู่ ซึ่งเป็นความฝันที่ต้องใช้เวลายาวนานและพลังใจที่มากมายจนผมเองก็ยังสงสัยว่ามันเป็นไปได้หรือ มาจนถึงตอนนี้ ความฝันของเขาเริ่มเป็นรูปร่างขึ้นมา กระนั้นก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่าความสำเร็จ การที่เขามาดูไพ่กับผมบ่อยๆนี่ก็ไม่ใช่ว่าอยากจะให้ไพ่บันดาลอะไรให้หรอกครับ ในบางครั้ง เขาแค่ต้องการกำลังใจว่าสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมดเนี่ย มันมาถูกทางแล้วหรือยัง และต้องมีการปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อความสำเร็จที่คาดหวังนั้น



มาที่ 4 ใบแรกครับ เรียงจากซ้ายไปขวา

คำถามที่หนึ่ง(ใบซ้ายสุด) เขามาหาผมด้วยจิตใจห่อเหี่ยวครับ เพราะเริ่มหมดกำลังใจ สิ่งที่ต่อสู้อยู่นั้นอุปสรรคเยอะอยู่ ซ้ำร้ายยังมองไม่เห็นทางสำเร็จด้วย เขาถามไพ่ว่า เขาจะจัดการกับความรู้สึกด้านลบเหล่านี้ได้ยังไง จะซ่อนก็ไม่ได้ ความรู้สึกพวกนี้ก็เหมือนหมอกควัน ที่ต่อให้ปิดยังไง มันก็หาทางซึมออกมาตามรอยแตกได้อยู่ดี – ผมอ่านได้ว่า ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญครับ การเข้าหาผู้คนที่ประสบความสำเร็จ ซึมซับพลังของเขาเป็นเรื่องจำเป็น การพูดคุยแชร์ประสบการณ์กับคนอื่น หรืออย่างน้อยๆก็พ่อแม่พี่น้องที่บ้านนั่นแหละครับ(ตรงนี้เพื่อนเสริมมาเล็กน้อย จากในรูป เห็นครั้งแรกนึกถึงหมาจรจัดที่นึกโกรธไปเมื่อวานขึ้นมา ตอนแรกสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ไปหามันอีกแล้ว ก็เลยคิดว่า เย็นวันนี้ค่อยกลับไปเยี่ยมมันหน่อยแล้วกัน อย่างน้อยสีหน้าเพี้ยนๆของมันก็คลายเครียดได้ ตรงนี้แสดงถึงว่า ความคิดเห็นลูกค้าก็สำคัญครับ Tarot reader ควรจะเปิดกว้างรับฟังลูกค้าด้วย)


เสริมครับ คำถามนี้ แค่ดูจากรูปก็ตอบได้ง่ายๆแล้วครับ ไม่ต้องไปหาเทคนิคการอ่านอะไรให้ล้ำลึกเลย แต่ถ้าอยากได้การแปลผลแบบพิสดารหน่อยๆก็เอาหลักของไพ่ยิปซีชุดมาตรฐานมาเกี่ยวข้อง อย่าง ไพ่ 10 ถ้วยเป็นไพ่ครอบครัว จะเห็นได้ว่าความหมายมันก็เดียวกันนั่นแหละครับ

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

[Diary] เพื่อนนัด ทานข้าว แล้วก็เปิดโต๊ะอ่านไพ่สักหน่อย

วันนี้ได้ไปทานข้าวกับเพื่อนที่ตึกใบหยก 2 ครับ อาหารอร่อยมากแต่กว่าจะขึ้นไปนี่ลำบากเลือดตาแทบกระเด็น โอเค นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมจะเล่าสักหน่อย บทความนี้ก็ยังเกี่ยวกับการอ่านไพ่ยิปซีอยู่ครับ จำที่ผมเคยบอกได้ไหมว่าผมเป็น tarot consultant ให้กับร้านขายของของเพื่อน(ซึ่งตัวผมเองก็เป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย) คอยดูแลเกี่ยวกับของที่จะสั่งเข้ามา(ด้วยการเปิดไพ่) วันนี้ก็มีบทวิเคราะห์ไพ่สั้นๆมาให้อ่านสำหรับผู้สนใจ เอาไว้วิเคราะห์เป็นประสบการณ์ในการอ่านไพ่ได้ครับ

จากรูป ไพ่ 3 ใบแรกนี้ผมจะไม่ขอบอกรายละเอียดลึกๆนะครับ แต่เอาเป็นว่าทางร้านเนี่ยเคยไปวางมัดจำการทำธุรกิจไว้กับร้านส่งรายใหญ่ร้านหนึ่ง คำถามก็คือ ปัจจุบันอยากจะยกเลิกสัญญาแล้วเอาเงินมัดจำคืนครับ ถ้าตัดสินใจแบบนี้จะดีไหม
ไพ่ใบแรก คำถามตอนที่เปิดไม่ชัดเจนครับ ตอนนั้นเพื่อนคนที่ขอให้ช่วยดูรีบเปิดไพ่เร็วไป ผมจึงขอผ่านใบนี้ไปครับ(ถ้าไม่ตั้งสติให้ดี หรือคำถามยังไม่ได้เรียบเรียงมาให้ชัดเจน ไพ่จะแสดงให้เห็นความสับสนของคำแนะนำครับ)

ไพ่ใบที่ 2  ถามว่าถ้ายกเลิกเอาเงินมัดจำคืน จะเป็นอย่างไร อันนี้แค่ดูรูปเฉยๆก็ชัดเจนแล้วครับ เงินก้อนนี้จะสามารถนำไปทำอะไรได้อีกมากเลยทีเดียว เป็นไพ่ 10 ถ้วยด้วย เรียกว่าลางดีมีประโยชน์ครับ

ส่วนไพ่ใบที่ 3 ถามว่า แล้วถ้าวางเงินไว้กับร้านขายส่งต่อไปล่ะ ก็ชัดเจนอีกอยู่ดีครับ จากรูป เราจะเห็นผู้หญิงนั่งดูดาวครับ คือเราได้นั่งมองเจ้าเงินก้อนนั้นต่อไปเรื่อยๆโดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ไพ่ให้ความรู้สึกนิ่งๆ ไม่มีการเคลื่อนไหว คล้ายกับรอคอยอะไรสักอย่าง หรือก็คือไม่ได้มีความก้าวหน้าเกิดขึ้นนั่นเอง
ทีนี้พอเอาใบที่ 2 กับ 3 มาเปรียบเทียบกัน เราก็จะเห็นเลยว่าสิ่งที่ควรทำจริงๆคืออะไร ผมเองก็ไม่ได้บอกเพื่อนนะครับว่าเอ็งควรทำอะไร ผมแค่อ่านไพ่ บอกความหมายตามนี้ ซึ่งเพื่อนก็ตัดสินใจทันทีว่า เอาตามไพ่ใบที่ 2 แหละ เพราะมันดูมีอนาคตมากกว่าการนั่งรอเฉยๆแบบใบที่ 3 (ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะ แต่แค่บอกหลังจากที่เขาเสนอมาแล้ว)

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิเคราะห์ไพ่ง่ายๆสไตล์ The13thhighpriestess - ไพ่ Devil กับลักษณะของคน

ช่วงที่ผ่านมาผมไม่ได้อัพบทความใหม่ๆเกี่ยวกับประสบการณ์และเทคนิคการอ่านไพ่เลย ก็ต้องขออภัยท่านที่ตามอ่านอยู่ด้วยนะครับ ต้องบอกตรงๆเลยว่านอกจากเรื่องงานที่ยุ่งมากๆแล้ว ผมยังติดหนังซีรีย์หนักด้วย อืม... ไม่ดีต่อสุขภาพเลย

วันอังคารที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสดูไพ่ให้ลูกค้าท่านหนึ่งครับ ตอนนี้ผมเลยอยากนำเสนอเรื่องไพ่ Devil ครับ ไพ่ใบนี้ผมเปิดได้ตอนทายลักษณะของลูกค้าท่านนั้น วินาทีแรกที่ผมเห็น คำแรกที่แวบเข้ามาก็คือ เก็บกดครับ ภาพในไพ่นี้เป็นโทนสีหม่นๆมืดมน แถมยังมีคนถูกล่ามโซ่ไว้อีกต่างหาก ก็ค่อนข้างชัดเจนอยู่ครับเรื่องนี้ แต่ที่อยากเพิ่มเติมก็คือ ไพ่ใบนี้สะท้อนถึงคนที่ดื้อรั้นดันทุรังด้วยครับ(อันนี้ตามที่เรียนมาตามตำราเป๊ะๆ) ซึ่งผมเข้าใจว่าเนื่องจากไพ่นี้มีรูปห่วงนั่นเอง จึงทำให้เจ้าตัวค่อนข้างยึดติดกับสิ่งต่างๆ ตัวครึ่งคนครึ่งแพะที่ยืนหัวโด่เด่นเป็นสง่านี่ก็แทนถึงการเอาตัวเองเป็นใหญ่ คอยคุมคนตัวเล็กๆข้างล่าง ไม่ยอมฟังใครครับ เพราะเห็นว่าคนอื่นๆต้องยอมตามโดยดุษฎี
แต่ข้อดีของไพ่ใบนี้ก็มีนะครับ คนที่ได้ไพ่ใบนี้จะทะเยอทะยานสูง มีพลังมากมาย(เนื่องจากไพ่นี้เป็นไพ่ที่แสดงถึงกิเลสตัณหา ดังนั้นถ้าเราเอาความลุ่มหลงไปใช้กับธุรกิจหรือสิ่งที่ชอบ จะทำให้สกิลหรือความสำเร็จเกิดขึ้นได้เร็วครับ) แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีการยับยั้งชั่งใจระมัดระวังด้วย ไม่งั้นเดี๋ยวพลังงานกลายเป็นด้านลบแล้วจะยุ่งไปใหญ่

ก็จบการวิเคราะห์สั้นๆในวันนี้ครับ ใครสนใจอยากให้ผมอ่านไพ่ให้ทาง fb ก็สามารถโพสคำถามเข้ามาได้ครับ ทางผมจะรีบหาเวลาตอบให้ได้เร็วที่สุดครับ

//ปล ท่านใดที่มีความคิดเห็นต่างจากนี้ อยากให้เสนอเข้ามานะครับ เพื่อที่จะได้เป็นวิทยาทานกับผมครับ เพราะผมเองก็ยังต้องการเรียนรู้อีกมากทีเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

[Diary] บันทึกไพ่ของตัวเองวันที่ 29/10/14

สำหรับบทความวันนี้ ผมไม่ได้ลงเพื่อมีจุดประสงค์ที่จะเผยแพร่ให้อ่าน(โดยตรง)นะครับ ผมแค่อยากได้ที่สำหรับจดบันทึกสิ่งที่ผมทายไว้เฉยๆ กระนั้นจะใส่สมุดก็ไม่ค่อยได้เปิดอ่านด้วย

2 ใบแรก ถามเรื่องว่า ต้นฉบับในเล่มที่ 2 ควรเล่นเรื่องอะไรดีในช่วงที่อยู่ในโรงเรียน
ใบแรก – งานฉลองอะไรสักอย่าง ความสำเร็จ? ดูเหมือนการรวมทีมด้วย ถ้ามีการค้นพบก็น่าจะดี
ใบที่ 2 – ขยายหน่อยสิว่าความสำเร็จนี้คืออะไร โอเค มันดูเหมือนมีการตามหาบางสิ่งบางอย่าง ความอึมครึม ม่านหมอกที่ค่อยๆเผยออก แสดงว่าต้องเป็นการผจญภัยที่เน้นช่วงกลางคืนเป็นหลัก(ลองงานหาสมบัติดูไหมน้า)

ทีนี้เปิด 3 ใบถามต่อ
ใบแรก – ถ้าเล่นเรื่องตำนานจะดีไหม เห็นได้ชัดว่าพื้นลื่นนะ จู่ๆเอาเนื้อเรื่องแบบนี้มาเล่น คงได้เหนื่อยแหงๆ และอาจลื่นหัวแตกด้วย
ใบ 2 – ลองติดอยู่กับไอเดียหาสมบัติดู เยี่ยม คิดว่าเมื่อทำจนสำเร็จ มันจะออกมาเป็นผลงานที่ดูดีทีเดียว
ใบ 3 – แล้วถ้าเอาทั้ง 2 แนวมาผสมกันละ โอเค มันต้องปลุกปล้ำกันหน่อย แต่ใช่ว่าจะไม่สำเร็จนะ แค่ต้องเหนื่อยมากๆเท่านั้นเอง เน้นว่าให้พยายามทำให้มันดูตื่นเต้นมากๆด้วย

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

[Diary] อ่านไพ่เกี่ยวกับการสั่งของเข้าร้าน 26/10/14

บทความนี้ผมเขียนไว้เพื่อให้เพื่อนซึ่งเป็นเจ้าของร้าน(ร่วมกับผม)อ่านนะครับ สำหรับท่านผู้สนใจอาจดูเพื่อเอาเทคนิคการอ่านได้เป็นกรณีศึกษาได้ครับ

คำถามแรก ควรจะสั่งสินค้า Mutsu เข้ามาไหม และถ้าสั่งควรสั่งเท่าไหร่
สรุปจากการอ่าน(เรียงซ้ายไปขวา) ซ้ายสุด ราชาไม้เท้า เป็นภาพคนนั่งยิ่้มแย้มขณะคนกำลังเก็บเกี่ยวอยู่ข้างนอก ผมถามว่าถ้าสั่งสินค้านี้มาขาย 4 ชิ้นจะเกิดอะไรขึ้น ผลคือ สั่ง 4 มา ต้องอาศัยเวลาพอสมควรครับ ของถึงจะออกหมด ซึ่ง ผมเชื่อว่ามันออกหมดแน่ๆ แต่ระหว่างนั้นจะเกิดปัญหาเงินช็อตหรือไม่ ต้องพิจารณาแยกต่างหากครับ แต่เชื่อว่า สั่ง Mutsu มาขาย 4 ชิ้นออก และใช้เวลาพอสมควร ถ้าคุณถึกพอรับภาระเงินหมุนไม่ทัน ย่อมลองได้
ใบกลาง ถามว่าถ้าสั่งมา 2 ชิ้นเพื่อขาย จะออกไหม เนืิ่องจากนี่เป็นไพ่เงิน แถมเป็นไพ่เงินคล่องด้วย ผมตีว่าถ้ามีการประชาสัมพันธ์ต้องออกแน่นอนครับ เพราะของมีดีในตัวมันเองอยู่แล้ว สรุปคือ สั่งมา 2 ของออกแน่ๆ และใช้เวลาน้อยกว่าสั่ง 4 เยอะ
ใบสุดท้าย ถามว่า ถ้าไม่สั่งจะเป็นอย่างไร มันคือการปล่อยเวลาและโอกาสให้ผ่านไปครับ

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

[Diary] อ่านไพ่ให้ตัวเอง! (ต่อของวันที่ 24/10/14)

เขียนต่อจากบทความก่อนหน้าครับ พอดีว่ามันเยอะมากน่ะ แต่ก่อนนะ เวลาไปหาหมอดูทีนี่ แทบไม่ได้ถามอะไรเลย หมอแกแจงให้อย่างรวดเร็ว(และจบก่อนจะทันรู้ตัวซะอีก เอาเป็นว่าที่เคยดูดวงด้วยหมอคนอื่นมา ครั้งหนึ่ง ดูแล้วไม่ได้อะไรเลย จบ!!!)

ไพ่ของวันที่ 24/10/14 ครับ
ทั้ง 3 ใบเป็นการถามแบบเปิดคำถามเดียว(เพื่อให้ได้คำตอบมีรายละเอียด) คำถามก็คือ ชีวิตปีหน้าจะเป็นอย่างไร!!!
จากความรู้สึกนะครับ ดูเหมือนกว่าจะได้อะไรมาเนี่ย เป็นไปได้ยากพอสมควรเลย ใบแรก เหมือนการพบปะการเชื่อมโยง การเซ็นสัญญาก็ได้ แต่ดันมีใบ 2 ซึ่งเป็นคนถูกแขวนนี่สิ ผมอ่านได้ว่า โชคลาภหรือความสำเร็จสมประสงค์ที่จะมีมาแต่ละทีเนี่ย มันอาจต้องรอเวลาหน่อย เหมือนกับคนที่ถูกฟรีสขาไว้ และโหยหาจะไปยังใบแรก ถึงอย่างนั้นก็ยังมีแสงสว่างที่มาละลายน้ำแข็งแล้ว แค่ต้องรอหน่อย
สำหรับไพ่แฮงค์แมน แปลตรงตัวคือยังคงอึดอัดกับสภาพเดิมๆอยู่ครับ ถึงอย่างนั้นไพ่ใบที่ 3 ก็ยังมีออกมาใช่ชุ่มชื่นหัวใจบ้าง จากในรูปแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะโผบินแล้ว เมื่อนำมารวมกับไพ่ใบแรก ก็เห็นถึงโอกาสที่มีมาครับ อยู่ที่ว่าใจเราพร้อมหรือเปล่า ที่เหลือก็ปล่อยไปตามสัญชาตญาณและจินตนาการครับ(ถือว่าตรงตามสายที่ผมต้องการพอดี)
ทั้ง 3 ใบ(จริงๆคือ 2 ใบ)อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจครับ ปีหน้างานอาจไม่เด่นเท่าไหร่ แต่จะมีความสุขเพิ่มขึ้นเท่าตัว ถ้าเปลี่ยนมุมมองสักหน่อย ความอึดอัดทุกข์ทรมานที่คอยผูกติดกับเรา เริ่มเข้าสู่ช่วงของการปลดปล่อย เหมือนกับฤดูใบไม้ผลิที่เข้ามาหลังจากถูกน้ำแข็งเกาะอย่างยาวนานในใบที่ 2

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

[Diary] พยากรณ์ให้ตัวเองประจำวันที่ 23-10-14 และ 24-10-14

เป็นการลองอ่านไพ่ตามปกติครับ ไม่มีอะไรมาก แค่ผมอยากบันทึกเอาไว้กันลืมเท่านั้นแหละ แต่ถ้าสนใจอยากให้อ่านให้บ้างก็ทิ้งคำถามไว้ทางเพจผมหรือจะส่งเข้าเมล์ก็ได้ครับ ยินดีอ่านให้


ไพ่ 4 ใบแรกนี้เรียงตามคำถามดังนี้ครับ
1. สิ่งที่ผมได้เริ่มทำมาแล้ว(แต่ปัจจุบันสถานการณ์ดูไม่น่าไว้ใจนัก) สุดท้ายแล้วจะได้ร่วมงาน(กันทำ)กับคนที่คาดหวังจะให้ร่วมด้วยไหม
อ่านได้ว่า - ได้ครับ เพราะเป็นไพ่หมายเลข 2 ซึ่งความหมายดั้งเดิมของเลขนี้คือการร่วมมือกันอยู่แล้ว แถมดูจากในรูปด้วย ก็เห็นชัดเจนครับ
2. ต่อจากคำถามแรก ความคาดหวังว่าจะได้เริ่มเฟส 2 จะได้เริ่มไหม
อ่านได้ว่า - ยอมรับว่าใบนี้อ่านค่อนข้างยากพอสมควรเลย ผมเชื่อว่า มันเป็นไปตามผลงานของเฟสแรกครับ ถ้าอันแรกดี อันต่อมาก็น่าจะดีตาม อีกนัยคือเป็นไปตามความทุ่มเทครับ ถ้าพยายามฝ่าฟัน สุดท้ายแล้วก็จะได้ แต่คีย์สำคัญของคำถามนี้ คือต้องอาศัยเวลาด้วยครับ
3. ผมควรจะทำอย่างไร ถึงจะได้ร่วมงานกับคนที่คาดหวังไว้ครับ
อ่านได้ว่า - ถ้ามีโอกาสมาก็ให้คว้าไว้ครับ ง่ายๆอย่างนี้เลย แฮ่ เพราะผมปูพื้นด้วยผลงานจากคำถามแรกแล้วไง
4. ทำอย่างไร เฟส 2 ถึงจะได้เกิด
อ่านได้ว่า - การลงมือทำ มองโลกในแง่ดี อย่างกังวล ลุยไปเลย มี action เข้าไปยื่นเจรจาก่อนซะ! อะไรทำนองนี้ อีกอย่างคือการออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ หรือการใช้องค์ประกอบใหม่ๆในชิ้นงาน

(ยังมีต่อจ้า สำหรับคนที่อยากอ่าน)

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

[Diary] ดูไพ่ชุดใหญ่ให้ลูกค้า [ตอนแรก]

เมื่อราว 2 อาทิตย์ก่อน ผมได้ไปร่วมสัมมนาอบรมการอ่านไพ่ tarot แนวใหม่โดยใช้สัญชาติญาณครับ(หลักสูตรของอาจารย์ Vittarot) เป็นคลาสที่ดีมากๆและทำให้รู้ว่าการอ่านไพ่ไม่จำเป็นต้องท่องจำจากหนังสือเสมอไป อีกทั้ง Tarot Reader ที่ดีนั้นอาจเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่เคยศึกษาศาสตร์ไพ่มาเลยก็ได้ ทีนี้ผมจึงลองวิชากันหน่อยครับ หลังจากเรียนมาพร้อมแล้ว

ที่ผ่านมาเร็วๆนี้เพิ่งมีจัดกับลูกค้าชุดใหญ่ครับ(ถึงจะบอกว่าลูกค้า แต่จริงๆก็เพื่อนนั่นแหละครับ) เราคุยกันด้วยคำถามหลายคำถามมาก เปิดไพ่ทีเป็นปึกๆ แต่จะขอยกแค่บางคำถามมาให้อ่านเป็นตัวอย่างกันนะครับ ซึ่งคำถามก็คือ
ใบที่ 1 - ถามว่าแท้จริงแล้ว เจ้าชะตาเป็นคนยังไง(ชาย อายุ 26 ปี)
ใบที่ 2 - สภาวะในตอนนี้ของเขาเป็นอย่างไร
เปิดได้ไพ่ดังนี้

จากไพ่ใบแรก ผมมองเห็นเลยว่าเจ้าชะตาเป็นคนที่ลึกๆแล้วหม่นหมอง มีความเจ็บปวดอยู่ภายใน และหยุดชีวิตไว้เพื่อรอบางสิ่งบางอย่างที่ดีกว่า เหมือนกับตั้งตาคอยฤดูหนาวที่จะสิ้นสุดลง เขาค่อนข้างเรื่อยเปื่อยกับชีวิต และขาดแรงทะเยอทะยาน

บอกตรงๆว่าดูจากรูปแล้วตอบไปแบบกำปั้นทุบดินเลย ปรากฏว่าใช่ครับ! เขายอมรับมาว่าจริงทุกประการ

ส่วนไพ่ใบที่ 2 เขาบอกว่าอึดอัดกับชีวิตที่เป็นอยู่ครับ จะไปไหนก็ไม่ได้ ไม่มีอิสระ(โดยเฉพาะเรื่องงาน) ที่เป็นเรื่องงานเพราะเขาไม่มีแฟนครับ อ้อ แล้วเขาก็กำลังเสพติดบางอย่างด้วย ไม่ใช่ยาหรือเหล้าครับ แต่เป็นพวกภาพยนตร์(บางท่านที่ผมเอาหน้าไพ่ไปปรึกษาเพิ่มเตืมได้เสริมเรื่องหื่นมาด้วย และมันก็จริงครับ)

เห็นไหมครับ ทุกอย่างเป็นไปตามรูปทุกประการ ไม่ต้องไปตามหาข้อมูลลึกล้ำให้เหนื่อย(แต่รู้จักประวัติของไพ่แต่ละใบก็น่าจะดีหน่อย) ไพ่น่ะแค่อ่านตามสัญชาติญาณจากที่เห็นหน้าไพ่ก็เพียงพอต่อการแนะนำชีวิตแล้วละครับ

เดี๋ยวค่อยมาต่อกับไพ่ชุดหลังนะครับ เกี่ยวกับปัญหาที่เขาเผชิญ และการแก้ไขปัญหา ดูว่าตอนจบของเรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร แต่ที่ผมอยากบอกอย่างหนึ่งก็คือ การดูไพ่นั้นไม่จำเป็นต้องคิดว่ามันเป็นอำนาจที่วิเศษวิโสอะไร แค่ดูตามหน้าไพ่ไป คนธรรมดาก็สามารถกลายเป็นนักพยากรณ์ตัวฉกาจได้ครับ

วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

คิดให้ผิด (เผื่อ)ชีวิตเปลี่ยน

ก่อนที่ทุกท่านจะเข้าใจผิดกับชื่อบทความในครั้งนี้ ผมขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้หมายถึงให้คุณกระโดดไปทำอะไรผิดๆต่อทั้งตัวเองและสังคมนะครับ ความจริงมันเป็นการอุปมาอุปมัยเท่านั้น และในที่นี้มันก็เกี่ยวข้องกับการดูไพ่ยิปซีเท่านั้นด้วย

คำว่าคิดให้ผิดสำหรับผมนั้นมีความหมายเต็มๆว่า คิดให้ผิดจากทั่วๆไป นั่นเพราะบทความนี้ เราจะมามองไพ่ยิปซีใบที่ร้ายๆกัน ด้วยแนวคิดที่ว่า แล้วมันจะร้ายจริงหรือ???

ลองมองดูใบนี้นะครับ คุณเห็นแล้วคิดว่าอะไร


คุณเห็นไพ่ที่มีอารมณ์ สื่อถึงความน่ากลัว ความพลาดพลั้งพังทลาย ความวินาศสันตะโรและอื่นๆ โอเค แต่สำหรับผม ผมมองเห็น... ก็ความวินาศสันตะโรนั่นแหละ จะให้ผมเห็นอะไรละ?

มีหลายครั้งที่ผมอ่านไพ่ให้ลูกค้าแล้วปรากฏไพ่ใบนี้ขึ้น อย่างแรกที่พวกเขาทำก็คือร้องด้วยความตกใจ(โดยเฉพาะคนที่ดูหมอมาบ่อยๆจนชินแล้ว) หวาดกลัว สยดสยอง อ๊าคคคคค แว้ก เหวอ ว้ายยยยย และอื่นๆ พวกเขาจะตัดสินไปก่อนเลยว่าไม่ว่าคำถามนั้นๆของพวกเขาจะเป็นอะไร แต่หายนะได้มาถึงแล้ว

แต่ก่อนที่คุณจะร้องแบบเดียวกันกับคนเหล่านั้น ผมขอเบรกไว้ก่อน ด้วยคำถามที่ว่า “แล้วมันร้ายจริงหรือ” นะครับ จากนั้นเราก็วนกลับมาที่ชื่อบทความนี้ ที่ว่า “คิดให้ผิด” หรือ “คิดให้ผิดจากทั่วไป” ซึ่งก็หมายความตรงตัวเลยคือ คนอื่นมองว่ามันแย่ เราก็มองมันในมุมอื่นซะ แน่นอนว่ามันอาจยังแย่อยู่ก็จริง แต่แทนที่จะแย่แบบแย่โคตรๆ มันอาจเป็นแย่แบบเย่(ใส่สำเนียงพวก R&B ลงไป)ก็ได้

ยกตัวอย่างนะครับ คุณถามว่า โปรเจ็คที่ทำอยู่ตรงนี้น่ะ เป็นอย่างไร เป็นคำถามถึงสภาพปัจจุบันของโปรเจ็ค คุณเปิดได้ไพ่ตึกพัง ตามรูปข้างต้น คิดว่าไงครับ

เวรละ หายนะมาแล้ว งานตรูชิบหายวายวอดแน่ๆ โดนเฉ่ง โดนถีบตกเก้าอี้ ฉันจะต้องพลาดเป็นแน่

ถ้าคุณคิดทำนองนี้ ผมบอกได้เลยว่าคุณซวยแน่นอน และเป็นซวยแบบกู่ไม่กลับด้วย
ผมจำได้ว่า ครั้งหนึ่งผมเคยถามถึงโปรเจ็คที่กำลังทำอยู่(เกินครึ่ง อีกทั้งไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่) และได้เปิดไพ่ใบนี้แหละตอนที่ถามว่า ตอนนี้โปรเจ็คเป็นยังไงบ้าง ไพ่ตึกพังมาเลย ดังนั้นสิ่งที่ผมทำตอนแรกก็คือ...

ช่างมันครับ ผมปาโปรเจ็คที่ทำอยู่ทิ้งถังขยะทันที(อุปมาอีกแล้ว ผมไม่ได้ปาทิ้งจริงๆหรอก) นั่นก็เพราะไพ่ที่ขึ้นมาได้เตือนว่าผมมาผิดทางแล้ว และถ้าผมยังดันทุรังทำต่อไป แน่นอน ผมต้องตกจากหอคอยที่ตัวเองสร้างขึ้นอย่างแน่นอน ก็ฐานมันไม่มั่นคงเลยนี่นา เห็นได้ชัดว่างานที่ผมทำไปนั้นมีบางอย่างที่พลาด และพลาดอย่างแรงจนเกินเยียวยาแล้ว

ดังนั้นในมุมของผม ไพ่ใบนี้นอกจากจะบอกถึงความล้มเหลวแล้ว ผมคิดว่าไพ่ยังบอกคุณด้วยว่า จงอย่ายึดติดกับแนวคิดเดิมๆ เพราะมันไปไม่รอดแล้ว คุณจะสละเรือตอนที่เพิ่งแล่นออกไป ขณะที่ยังอยู่บนน้ำตื้นๆ หรือจะดันทุรังไปจนอยู่กลางมหาสมุทรแล้วถึงค่อยโดดหนีจากเรือที่อาจมีสัตว์ประหลาดบนนั้น หรือไฟกำลังลุกไหม้อยู่ละ แน่นอนว่าทางเลือกที่ 2 คุณจะต้องหาทางเอาตัวรอดยากกว่าทางแรกมาก

นั่นแหละครับ สิ่งที่ผมเห็นจากไพ่ร้ายๆ ความจริงผมยังมีแนวคิดในไพ่ร้ายๆอีกนะครับ เพียงแต่ตอนนี้ชักเริ่มขี้เกียจเขียนอีกแล้ว เอาเป็นว่าถ้าวันไหนได้ตัวอย่างดีๆ ผมจะเอามาฝากกันอีกนะครับ

ใครที่สนใจอยากได้คำปรึกษาดีๆด้วยไพ่ยิปซี สามารถติดต่อหาผมได้ครับ สไตล์อ่านไพ่ของผมจะเน้นที่ปัญหาและการหาทางแก้ไขครับ และไม่ต้องกลัวว่าไพ่ร้ายจะร้ายเสมอไป

The13thHighPriestess

(ก่อนจบขอฝากรูปหน้าไพ่สวยๆของไพ่หอคอยหรือตึกพัง แล้วแต่ละเรียกครับ)




วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

[Diary-16/9/14] โง่มาก็หลายปี แต่ตอนนี้กูรู้แล้ว!!!

สำหรับผมแล้ว การดูไพ่ยิปซีนั้นเคยเป็นเรื่องงมงาย แต่ก็จนกระทั่งเมื่อวานนี้เองที่จู่ๆในหัวผมก็แบบ ปิ๊ง! ขึ้นมา(คงคล้ายๆกับการหยั่งรู้ด้วยตัวเองเมื่อถึงเวลาของมันอะไรทำนองนั้น) ทั้งที่ตลอดมาผมไม่เคยกระจ่างในการพยากรณ์ไพ่ โดยเฉพาะการอ่านไพ่ให้กับตัวเองเลยสักครั้ง เป็นเวลา 5-6 ปีด้วยกัน

ผมตระหนักด้วยตัวเองแล้วว่า... เชื่ออย่างสนิทใจแล้วว่า ไพ่ยิปซีไม่ใช่เรื่องงมงาย ไม่สักนิดหากว่าเราใช้งานไพ่อย่างมีสติ และมองเห็นไพ่เป็นเครื่องมือที่เที่ยงธรรม แม่นยำและเป็นสหาย... หรือส่วนหนึ่งในตัวเราที่ซื่อสัตย์กับเราที่สุด ไพ่ไม่เคยโกหก แม้ว่าเราจะหลอกตัวเองอยู่ แต่หน้าไพ่ได้สะท้อนความจริงเสมอ

ที่ผมเรียกว่าความงมงายนั้นก็คือ การเปิดไพ่ของผมผมมักจะลุ้นและภาวนาว่าไม่ต้องการให้ไพ่ร้ายๆปรากฏขึ้น ซึ่งเมื่อรู้สึกเช่นนี้ ความหวาดกลัวก็เป็นที่บังเกิด และเมื่อความหวาดกลัวบังเกิด ผลของไพ่นั้นก็จะไม่มั่นคงเนื่องจากในคำถามของเรา มันจะมีความหวาดกลัวแฝงอยู่ ทำให้แทนที่ไพ่จะสะท้อนคำตอบออกมาตรงๆซื่อๆ สิ่งที่แสดงจึงกลับเป็นความกลัวของเราที่มีต่อคำถามนั้นๆ ส่วนใหญ่แล้ว ผมรู้สึกว่าหน้าไพ่ที่ปรากฏขึ้นมานั้นมักจะเป็นไพ่ร้ายๆที่แสดงถึงความเครียดกังวลเสมอๆ คิดดูนะ ไพ่ 8 ดาบตลอด 6 ปี มันเป็นอะไรที่หลอนมาก ทำให้ผมคิดว่าชีวิตตัวเองมันบัดซบแค่ไหน

จนเมื่อวานนี้เอง ผมตั้งสติชัดเจน และบอกตัวเองอย่างแน่วแน่ว่า ไพ่ไม่ใช่ตัวชี้ว่าอนาคตเราจะเป็นเช่นนั้น เราต่างหาก โดยไพ่จะสะท้อนอนาคตจากตัวเราเองในปัจจุบันเท่านั้น เพราะงั้นมันจึงไม่จำเป็นเลยที่จะต้องไปคาดหวังว่าจะให้หน้าไพ่มันขึ้นดี ผมบอกไพ่ว่า ผมต้องการความจริง ความซื่อสัตย์ คำตอบตรงๆ และผมก็ไม่กลัวที่จะรับฟังมัน ถึงแม้ว่ามันจะขึ้นไม่ดี ผมก็จะเปิดไพ่ต่อเพื่อหาว่า จะทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนแปลงความไม่ดีนั้นได้

ผมถามไพ่ถึงสิ่งที่อยากรู้ และนี่ก็คือคำตอบจากไพ่ของผม ผมเปิดที่ 3 ใบ และการอ่านก็เป็นไปตามสัญชาติญาณล้วนๆ โดยดูจากซ้ายไปขวา(เรียกว่าลิเนียร์) เน้นดูจากรูปไพ่เป็นหลัก บวกกับความหมายเล็กน้อยที่ได้ร่ำเรียนมา(โชคดีที่ไพ่นี้อ้างอิงตามชุดมาตรฐาน)


ไพ่ที่ได้ครับ

คำถามคือ ผมจะสำเร็จในเส้นทางที่คาดหวังหรือไม่(9 ดาบ - Empress - Strength(Lust))

จากหน้าไพ่ ใบแรกผมมองเห็นความกังวล ช่วงเวลายากลำบากของการฝ่าฟัน(มีการประเมินผล คัดเลือกด้วย) ซึ่งไพ่ 9 ดาบเนี่ยไม่ใช่อะไรที่ดีเอาเสียเลย บางทีผมอาจต้องกล้ำกลืนความภาคภูมิใจลงไปด้วยซ้ำ เพื่อที่จะทำให้สิ่งที่คาดหวังสำเร็จ ดูแล้วค่อนข้างเสียเปรียบนะครับ

แต่ไพ่ใบต่อมานั้นให้ความรู้สึกที่สงบสุข เห็นถึงความผูกพัน การเติบโต การกำเนิดใหม่(หญิงสาวที่ตั้งครรภ์) ผมมองเห็นการเดินทางของผม การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมา แน่นอนว่าเด็กผู้หญิงขวามือนั้นเป็นลูก(หรือผลงานแรกของผม)นั่นเอง และผมก็มีโอกาสที่จะได้สร้างผลงานใหม่ๆออกมาอีก(เด็กในท้อง) – ปล. นี่ไม่ใช่เรื่องความรักหรือความสัมพันธ์นะครับ งานล้วนๆ

และใบสุดท้าย ผมเห็นการปลดปล่อย คนในรูปดูมีอิสระเสรี เพราะหาสิ่งที่ต้องการพบแล้วงั้นหรือ หญิงสาวยิ้มแย้มแจ่มใสขณะที่ม้าโผนทะยานไปข้างหน้า ดูมีพลัง ผมมองเห็นความสงบสุขทางจิตวิญญาณ ไพ่ใบนี้ผมเห็นถึงการเดินทางที่ยังต้องไปต่อถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีความปิติ เป็นการเดินทาง การสร้างสรรค์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ผมเชื่อว่าตัวเองสามารถทำได้ ผมสามารถประสบความสำเร็จได้

จากไพ่ 3 ใบนี้ ดูเหมือนผมต้องข้ามผ่านการตัดสิน ความหวาดกลัว ความกังวลและความรู้สึกด้านลบต่างๆไปก่อน จึงจะได้เห็นแสงสว่างแห่งความสำเร็จ ถึงอย่างนั้นการเดินทางก็ยังแค่เพิ่งเริ่มต้น ผมยังต้องก้าวต่อไป แต่ก็เป็นไปอย่างกล้าแกร่ง เต็มเปี่ยมด้วยพลัง!!!


ใครสนใจอยากอ่านไพ่กับผมติดต่อหลังไมค์มาได้ครับ ผมไม่คิดเงินแต่อย่างใด ทว่าสิ่งที่ต้องการคือ อยากให้การค้นพบในการอ่านที่มีพลังของผมจะสามารถให้กำลังใจหรือช่วยในการตัดสินใจเรื่องยากๆของทุกท่านได้ครับ

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

(Fantasy Short Story) - The Dream where Miracle begins. [Part 3 END]

กลับมาแล้วครับ กับ Part จบของเรื่องสั้น The Dream where Miracle begins. และแล้ว โปรเจ็คเรื่องสั้น(ที่ยาวถึง 3 บทความ) ก็จบลง ตอนนี้ผมมีเขียนเรื่องสั้นแนวอีโรติกเหนือธรรมชาติอีกหนึ่งเรื่อง(ก็ส่งประกวดนะ แต่ไม่รอดอีกตามเคย) ไว้จะเอามาลงต่อครับ สำหรับท่านที่รอ(หรือไม่รอ หรืออาจรอ หรือ... ช่างเถอะ)

ความเดิมตอนที่แล้ว >> จิ้มเอาเลย
ยังไม่เคยอ่านเลยสักตอน >> กลับไปอ่านตอนแรกสุดซะ!!!
----------------------------------------------

(ภาพจาก www.flash-screen.com เห็นด้วยไหมครับว่ามันสวยและเหมาะกับเรื่องนี้มาก)
----------------------------------------------

(ต่อจากตอนที่แล้ว)
อากาศในห้องเครื่องนั้นเกินกว่าจะเรียกว่าอบอ้าวได้แล้ว พูดว่ากึ่งสุกกึ่งดิบน่าจะถูกต้องกว่า มันมีหม้อน้ำ ลูกสูบเลื่อนขึ้นลง ฟันเฟืองหมุนกึงกังอยู่ในเครื่องจักรใหญ่เท่ารถโฟร์วิล ไอน้ำฉีดพล่านกระจายเกาะตัวเป็นกลุ่มหมอกคอยบดบังทัศนียภาพของสายโซ่กับท่อส่งระเกะระกะไร้ระเบียบให้พร่าเลือน แสงสีส้มเรืองรองลอดผ่านช่องแคบๆบนตู้โลหะดำทะมึน แต่ละตู้โยงกันด้วยสายเกลียวกระพริบวูบวาบ โดยทั้งหมดเชื่อมต่อกันนำไปสู่เครื่องกลหน้าตาคล้ายใจกลางของอะไรสักอย่างตามภาพยนตร์ไซไฟสูงเกือบสิบเมตร ในที่นี้สิ่งแรกที่แวบขึ้นมาในหัวเด็กหนุ่มเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของมันก็คือแมงกะพรุนบ้าพลัง

เทเรซ่าง่วนอยู่กับแผงควบคุมดูซับซ้อนขณะที่เขาได้แต่ยืนเอ๋ออยู่ด้านหลัง แม่มดผมบลอนด์โยนสายไฟซึ่งตรงปลายเชื่อมกับหลอดแก้วพลาสม่าแวววาวมาให้เขา “จับแน่นๆ” เธอบอก “เดี๋ยวพอฉันสับคันโยก นายก็จะได้ก-”

พริบตานั้นเอง เงาสายหนึ่งก็ตวัดลงมายังร่างเด็กสาว ปลายแหลมของมันปักเข้าที่หลังทะลุออกใต้ชายโครงขวา เธอล้มลงต่อหน้าเขา เลือดแดงฉานสาดกระจายราวกับภาพช้า ไม่ทันได้ร้องสักแอะ

เกลตะโกนเรียกชื่อเธอ ทว่าเงาอีกสายตวัดลงมาหมายบั่นศีรษะเขา เทเรซ่ากัดฟันกรอด เธอสะบัดแขน จากนั้นเพลิงก็พุ่งเข้าปะทะกับชิ้นส่วนฮังเกอร์ ขับไล่พวกมันแตกฮือไป ทว่าเธอก็กระอักเลือดออกมาอีกกองใหญ่

“จะรีบไปไหนจ๊ะ เรายังไม่ได้ทำความรู้จักกันเลย” หญิงสาวสวมหน้ากากก้าวออกมาจากเงาสลัว หล่อนเป็นคนเดียวกับที่ปรากฏตัวในห้องสมุดซากศพ ถ้าหล่อนมาที่นี่ได้ละก็ งั้นเกิดอะไรขึ้นกับไลลาและเอลิซกัน “พวกนั้นรับมือไม่ยากเท่าไหร่ พอแม่มดแห่งมิราเคิล คอลเลคเตอร์อยู่ที่เดียวกันไม่ครบ แถมยังขาดผู้นำที่ยิ่งใหญ่ไปคนก็ทำอะไรไม่ได้เลยนะ”

“แก!” เทเรซ่าคำราม จากนั้นจึงแปรเป็นเสียงกรีดร้องเมื่อถูกฝ่ายนั้นเหยียบเข้าที่บาดแผล

“ลาก่อน กัปตันผู้ยิ่งใหญ่แห่งมิราเคิล คอลเลคเตอร์” ผู้นำแห่งพันธมิตรแห่งความมืดบอดพูดเสียงหวานพลางชี้มือมาทางเขา ฮังเกอร์สามตนปรากฏตัวขึ้นข้างกายหล่อนและหลอมรวมกันเป็นแส้ “ข้าจะไม่พูดว่าคิดถึงเจ้าหรอกนะ นั่นเพราะข้าจะไม่คิดถึงเจ้าจริงๆน่ะสิ!

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

(Fantasy Short Story) - The Dream where Miracle begins. [Part 2]

กลับมาลงต่อแล้วจ้า กับ part ต่อของเรื่องสั้นส่งประกวด(แต่ไม่ผ่าน) ตอนแรกผมว่าจะแบ่งออกเป็น 2 part แต่ไปๆมาๆมันกลับยาวเกินกว่าจะอัดจบในทีเดียวได้ ผลก็ตามนี้แหละครับ สำหรับเรื่องนี้มีจำนวน 12 หน้า A4 ขนาดฟอนต์ 14 เขียนในระยะเวลา 3 วัน

สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่าน part 1 หรือลืมไปแล้ว >> จิ้มที่นี่เลย!!!
------------------------------------------------------------
(ภาพจาก gde-fon.com แต่จริงๆอยากใช้รูปสาวๆมากกว่านะ แต่ฝีมือวาดยังไม่พอ T^T)

(ต่อจากบทความที่แล้ว)
……………………………………..
ใครบางคนชะโงกเหนือเขา เสียงเล็กๆก้องแผ่วประหนึ่งดังจากอีกฟากของอุโมงค์ “นายน่ะ... ตื่นสักทีเซ่!!!” แล้วฝ่ามือก็ฟาดเข้าที่ใบหน้าเขาอย่างแรง ดวงดาวมากมายกระเด้งกระดอนไปมา เขาลุกพรวดขึ้นนั่งในทันใดและถูกจู่โจมซ้ำสองด้วยอาการปวดหัวแทบแตก

“นะ นั่นมันอะไร...” เขาถามเสียงอ่อยหลังจากตะโกนดังแปดหลอดจนถูกหลังมือสาวผมบลอนด์ไปอีกเปรี้ยง ดูเหมือนเขาเพิ่งจะหมดสติหรืออะไรสักอย่างลงมานอนแผ่บนพื้นฝุ่นหนาเตอะอย่างน่าสมเพช ฝันเห็นความทรงจำเลวร้ายเหล่านั้น ทว่าทีเรื่องที่ห้องนอนเขากลายสภาพมาเป็นห้องโดยสารทุเรศๆในเรือกลับเป็นความจริงแฮะ ที่พูดนี่ก็เพราะที่โดนตบหน้าไปสองรอบนี่เจ็บสมจริงอย่าบอกใครเชียว

“เธอเพิ่งถูกโจมตีโดยฮังเกอร์ประเภทความสิ้นหวังน่ะ” สาวชุดเมดไม่ใช่เอลฟ์ตอบแทนสาวผมบลอนด์ที่ยืนขึ้นสะบัดหน้าเชอะ!ไปทางอื่น เธอส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขาและช่วยพยุงลุกขึ้น “พวกมันเป็นอสูรกายประเภทหนึ่งที่เข้ายึดครองร่างมนุษย์และสูบกินความฝันกับความหวังจนคนผู้นั้นเหี่ยวแห้งน่ะ ประมาณ 80% ของผู้ที่ฆ่าตัวตายเป็นเพราะฝีมือฮังเกอร์ทั้งนั้น”

“แล้วเมื่อกี๊... เหมือนกับผมเห็น... ไฟ?”

เด็กสาวไม่ตอบ หล่อนแค่จับผมทัดหู สายตาชำเลืองไปยังเพื่อนสาวสวมหมวกโจรสลัดแมวเหมียวอย่างนึกขำ “อ้อ ต้องขอโทษจริงๆที่เสียมารยาท ฉันไลลา เรโมร่าจ้ะ ส่วนยัยผู้หญิงขี้หงุดหงิดนี่ก็เทเรซ่า นาเบิล หรือจะเรียกว่ายัยจิตไม่ปกติก็ได้นะค้า”

สาวผมบลอนด์ส่งสายตาดุร้ายให้สาวเมดไลลา “หล่อนเรียกใครว่าจิตไม่ปกติยะ ยัยปิศาจคอสเพลย์!

“นี่เป็นเครื่องแบบอันทรงเกียรติซึ่งรับรองโดยจ้าวนรกเองเลยนะคะ! ไม่ใช่คอสเพลย์สักหน่อย ว่าแต่เขา แล้วหล่อนเองล่ะ เอาแต่แต่งตัวเหมือนโจรสลัดเดินไปเดินมา ไม่คิดว่าจะไปทำให้ใครเขาเข้าใจผิดบ้างหรือคะ”

“นั่นเพราะว่าฉันเป็นรองกัปตันน่ะสิยะ!” เทเรซ่าขึ้นเสียง

“ส่วนผมเรียกว่ากัปตันเฉยๆก็ได้นะครับ” หนุ่มผมแดงผู้เปลือยกายเหลือแต่บ๊อกเซอร์ลายลูกเจี๊ยบยื่นมือแนะนำตัว

แกน่ะเงียบไปเลย” สองสาวหันไปตวาดเป็นเสียงเดียวกัน

ไลลาหันมาหาเกล นัยน์ตาสีเหลืองคู่สวยจับจ้องเขาอย่างคาดหวัง เด็กหนุ่มอึ้งไปพักหนึ่งก่อนจะนึกได้ว่าตนยังไม่ได้แนะนำตัวกับเธอเลย แต่เมื่อเขากำลังจะพูด จู่ๆสาวผมบลอนด์ในชุดโจรสลัดก็ขัดขึ้น

“ฉันไม่เห็นอยากจะรู้เลย” เทเรซ่าเท้าสะเอว พ่นลมพรืดท่าทางกระฟัดกระเฟียดขณะมองไปรอบๆ “ไหนยัยเอลิซบอกว่าถ้ามาทางนี้จะได้เจอกับเขาไง”

“แต่ฉันว่านี่แหละเขานะ” สาวหูแหลมตอบ ผายมือมาทางเกล

วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2557

[Diary-6/9/14] เมื่อเพื่อนของผมโดนไวรัสเล่นงาน กับหมอนั่นที่ออกเสียงสลัดไข่ผิด

ว่ากันตามจริง สำหรับผมวันนี้เป็นวันที่ค่อนข้างเพี้ยนทีเดียว ไม่ใช่เพี้ยนแบบ เฮ้! มีตัวสคริปแดกเกิ้ลคอยเอาแท่งแหลมๆเยิ้มๆจ่อก้นนายอยู่นะ ไม่ใช่อย่างนั้นครับ โอเค ไอ้ประโยคข้างต้นนั่นดูพิกลมากๆด้วยเหตุผล 2 อย่างด้วยกัน คือ นี่เป็นไดอารี่ของคนปกตินะ ไม่ใช่นักผจญภัยในโลก 2 มิติ แล้วผมก็ไม่รู้ด้วยว่าไอ้ตัว สคริป... สักอย่างนั่นเป็นตัวอะไรกันแน่ ก็แหม มันเป็นชื่อที่ผมคิดขึ้นมาสดๆร้อนๆเมื่อกี๊เลยนี่นา

เรื่องของเรื่องก็คือ วันนี้ผมออกไปทานข้าวกับเพื่อนครับ!

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับชื่อโพสต์นี้น่ะหรือ ง่ายๆนะ คือผมแค่อยากตั้งไปงั้นแหละ มันดูเท่ดีแล้วก็น่าสนใจด้วยใช่ไหมล่ะ?

พวกเรานัดกันตอน 11 โมง ซึ่งก็แน่นอนล่ะ ว่า 3 คนไปสายกว่าเวลานัด(รวมถึงผมด้วย) ปล่อยให้สหายผู้กล้าหาญ เปี่ยมน้ำใจ บ้า NTR และมีสไตล์การแต่งตัวราวกับลุงอายุ 60 ที่แสนดียืนรอเง้กอยู่ครึ่งชั่วโมง(นี่พูดด้วยความรู้สึกผิดจริงๆนะ) ซึ่งต่อจากนี้ผมจะขอเรียกสหายท่านนี้ว่า นาย U ละกัน

อะไรนะ ทำไมถึงใช้ U แต่ไม่ใช่ A หรือ B หรือ C น่ะเรอะ ก็เพราะผมอยากจะใช้น่ะสิ นี่มันไดอารี่ของผมนะ ไม่ใช่ของคุณสักหน่อย!

มาตอนนี้ ผมกับเพื่อนอีก 2 คนก็มาถึงในที่สุด และเพื่อน 2 คนนั่นผมขอแทนด้วย A กับ B แล้วกัน(ทำไมล่ะ จะฟ้องผมหรือไง) พวกเราทั้ง 4 คนตัดสินใจเข้าไปกินในร้านปิ้งย่างร้านหนึ่งที่มีชื่ออย่างกับดาราหนังโป๊ ทว่าไหงถึงมีผมคนเดียวที่รู้ตัวด้วยเนี่ย ทั้ง A B และ U กลับไม่มีใครรู้สึกตัวเลยสักนิด!

พวกเราเริ่มพูดคุยกันตามปกติ จนกระทั่งมาถึงเรื่องที่ B มันพูดถึงคอมพิวเตอร์ของคุณ U

"เออนี่ รู้หรือเปล่า ตอนที่เราไป <ปี๊บ> กับคอมของ U น่ะ รู้หรือเปล่าว่า U มันบอกเราว่าอะไร" B เอ่ยขึ้นด้วยท่าทางพร้อมปล่อยก๊ากออกมาเต็มทีี่่ ว่าแต่ทำไมต้องเซ็นเซอร์ด้วยล่ะ?

"เมิงอย่าพูดนะเฟ้ย!" U ทีึ่จู่ๆก็หน้าแดงเหมือนตัวเอกหนัง Bromance ขัดขึ้น ขณะคีบซากปลาแซลม่อนวางบนตะแกรงสำหรับปิ้งย่าง ในตอนนั้นเอง ผมก็ตระหนักว่าตัวเองนั้นมาถึงช่วง "หน้าร้อน" แล้ว ทั้งๆที่เป็นเดือนกันยายนนี่แหละ อา ไอร้อนนั้นแทบย่างหน้าผมได้เหมือนเนื้อหมูหมักพริกไทยดำเลยทีเดียว

"คือ ตอนที่เรา <ปี๊บ> กับคอมของ U น่ะ" B พูดต่อโดยไม่สนใจกับท่าทีร้อนรนของเพื่อนตน แล้วจะเซ็นเซอร์รอบ 2 ทำเพื่อไรครับ!!! "U มันก็ถามเราว่า ไอ้โฟลเดอร์ที่ชื่อ Program File(x86) เนี่ยมันเป็นไฟล์ไวรัสใช่หรือเปล่า"

เงียบกันไปชั่วครู่ ทุกคนพร้อมใจกันมองไปที่ U จากนั้นใครสักคนก็พูดขึ้น "อืม เมิงลบมันทิ้งได้เลย"

-----------------------------
(เอาจริงๆนะ ผมกับเพื่อนๆก็อยู่ในกลุ่มประมาณนี้แหละครับ เดาเอาแล้วกันว่าผมเป็นแบบไหน)

ประโยคที่ผมกับเพื่อนใช้กันในร้านอาหารปิ้งย่าง ย้ำนะว่ามาจากร้านอาหารจริงๆ

"เอ็งน่ะลงมานี่เลย อีหอยหลอด" - เป็นตอนที่ผมคีบหอยหลอดลงไปวางบนตะแกรง

"นายกินไรอยู่อ่ะ"
"เนี่ยเหรอ สัสไข่ไง" A ตอบเรียบๆ
"อะไรนะ?" ผมกับ B ถามซ้ำ
"สัส- ไข่ ไงสัส"

"กุน่ะโคตรชอบหอยฉ่ำๆชุ่มน้ำสีขาวโคตรๆเลย" เพื่อน B ที่พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าระหว่างย่างหอยอบเนยบนตะแกรง "เอางี้ไหม นายน่าจะเขียนนิยายเกี่ยวกับเรื่องนี้นะ" - แหม! มีการยัดเยียดกันอีกแน่ะ!!!

-----------------------------

ก็ประมาณนี้แหละครับ เหตุการณ์สำคัญๆในวันนีั้ของผม ซึ่งแน่นอน ผมต้องใส่สีตีไข่ลงไปให้มันดูงี่เง่ามากขึ้นอยู่แล้ว แถมถ้ามันยิ่งทำให้ตัวผมเองดูดีกว่าชาวบ้านด้วยเนี่ย ของโปรดเลยละครับ 55+

วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557

(Fantasy Short Story) - The Dream where Miracle begins. [Part 1]

ตอนแรกก็คิดนะว่าถ้าจะเริ่มเขียนบล็อค ตัวเองควรจะเริ่มต้นที่อะไร โอเค ว่ากันตามจริง ผมคิดนะว่าอยากพร่ำบ่นเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆที่นัก(อยาก)เขียนควรมี อยากเช่นการวางโครงเรื่อง คิดตัวละคร ฯลฯ อะไรงี้ แต่ปัญหาก็คือ ผมไม่มีเวลาน่ะสิ!!! ดังนั้น ก็เลยต้องเปลี่ยนแผนการใหม่เสียก่อน ไปๆมาๆก๋เลยกลับกลายเป็นการลงเรื่องสั้นที่ตัวเองเคยเขียนไปเสียนี่ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังไม่ยอมแพ้กับความต้องการที่จะให้คำแนะนำกับนัก(อยาก)เขียนทั้งหลายอยู่ดี เพราะงั้นช่วยอดใจรอกันนิดหนึ่งนะครับ

สำหรับเรื่องสั้นนี้ ผมเขียนขึ้นเมื่อช่วงต้นปีสำหรับส่งประกวดของคาราวานไทยแฟนตาซี(แต่ตกรอบครับ อย่าให้ย้ำสิ! แหม!!!) สำหรับเรื่องนี้จะขอแบ่งเป็น part ย่อยๆ เพราะไม่อยากให้ยาวเกินไปครับผม ส่วนตัวละครในเรื่อง ทุกตัวเป็นออริขอผมเอง ยกเว้น "กับตัน" จ้า เพราะงั้น อ่านๆไปก็อย่างงล่ะว่าอีตาโรคจิตผมแดงนั้นมาจากที่ไหน โดยผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน!!!

-------------------------------------------------------------------------------
(ภาพจาก wide-wallpapers.net - คิดว่ามันน่าจะคล้ายกับอิมเมจเรื่องในช่วงหลังๆน่ะ)

The Dream where Miracle begins.
สักราวหนึ่งชั่วโมงก่อน เรนเกล ไคลด์เพิ่งถูกต่อยแว่นแตก แว่นแตกเชียวนะ ขาหักชี้โด่เด่อย่างน่าสมเพช เขาต้องกล้ำกลืนฝืนทนความเจ็บปวด และยิ่งไปกว่านั้นคือความทรมานจากการกระเป๋าฟีบเดินลากขากลับบ้าน ยัยอันธพาลพวกนั้นไม่เหลือค่ารถทิ้งไว้ให้ด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยเกมจีบสาวที่เพิ่งไปสอยหลังเลิกเรียนก็ยังปลอดภัยดีในกระเป๋าเลอะโคลน

ถูกแล้ว เขาน่ะเป็นพวกบ้าการ์ตูน โอตาคุตัวพ่อในระดับที่หนังสือการ์ตูนถูกแบ่งออกเป็นคำว่า คอมมิค กับ มังหงะ สองในสามของเกมทั้งหมดที่เขาเล่นนั้นคือเกมจีบสาว ยิ่งไปกว่านั้นประมาณเก้าสิบจุดห้าเปอร์เซนต์ล้วนติดเรทห้ามเด็กดีเล่นทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุผลงี่เง่าที่กล่าวมาข้างต้นบวกกับรูปลักษณ์ภาพนอกของเรนเกล(หรือเรียกสั้นๆว่าเกล)ซึ่งขาดการเอาใจใส่ ผมเผ้ายาวรุงรัง ดวงตาใต้แว่นที่เกือบถูกกลืนหายไปใต้ผมหน้าม้ากับท่าทางหดหู่(ยังไม่รวมเรื่องที่วันหยุดเขาชอบใส่เสื้อยืดลายนางเอกอกโตๆจากการ์ตูนด้วยนะ) เขาจึงมักถูกกีดกันจากคนรอบข้างเสมอ ยกเว้นบรรดาอันธพาลทั้งหลายซึ่งพร้อมใจอ้าแขนรับในฐานะของตู้กดเงินเคลื่อนที่ กระทั่งเด็กหนุ่มจำไม่ได้แล้วว่าเกมกับการ์ตูนเหล่านั้นสำคัญกับเขาอย่างไร เขาในตอนนี้ก็แค่ฝังตัวเองกับโลกจินตนาการเพื่อหลีกหนีความจริงอันแสนโหดร้าย ยิ่งถูกแกล้งเท่าใด ถูกรังเกียจมากขนาดไหน เขาก็ยิ่งออกห่างจากความเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น

ใช่แล้ว โลกนี้ไม่มีอะไรที่สำคัญสำหรับเขาหรอก นอกเสียจากการ์ตูนและเกมเนื้อเรื่องดีๆสักหลายร้อยหลายพันเรื่อง

เกลเหวี่ยงกระเป๋าลงพื้นข้างเตียง ถอดแว่นขาหักเปลี่ยนเป็นอันสำรอง จากนั้นก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หน้าคอมพิวเตอร์ เขารอจนหน้าจอเข้ามายังส่วนที่เริ่มใช้งานได้ ก่อนเอี้ยวตัวไปหยิบเกมจีบสาวติดเรทในกระเป๋านักเรียนที่ไม่มีอยู่ออกมา

ทว่าสิ่งเดียวที่เขาคว้าได้มีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

เด็กหนุ่มขนลุกซู่ เป็นไปไม่ได้ ก็เขาโยนกระเป๋าทิ้งไว้บนพื้นตรงนั้นนี่นา ถ้างั้นทำไมเขาถึงได้หยิบไม่โดนล่ะ หรือว่ามีขโมย!?! แต่นี่ตูเพิ่งโดนไถเงินค่าขนมมาหมาดๆเองนะเฟ้ย! จะบอกว่ายังไม่ทันพักหายใจก็โดนปล้นต่อเลยเรอะ!!!

เกลหันขวับไปพร้อมคว้าดาบจำลองจากซีรีย์ การละเล่นแห่งบัลลังก์ จากกำแพงหัวเตียง อย่างกับมันจะช่วยได้งั้นแหละ อย่าว่าแต่โจรผู้ใช้คาตานะเลย แค่ขโมยมามือเปล่าเขายังไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะด้วยดาบพลาสติกได้หรือเปล่าด้วยซ้ำ บางทีเขาอาจกรี๊ดใส่จนมันหนีไปเองก็ได้นะ

แล้วเรนเกลก็กรี๊ดออกมาเสียงดังลั่น

ปรากฏว่าหัวขโมยผู้นั้นเป็นหนุ่มรูปงามผู้มีเรือนผมประบ่าสีแดงสด ผ้าโพกหัวสีเหลืองประดับด้วยลูกปัดคาดทับปิดหน้าผาก ร่างสูงโปร่งของหมอนั่นนอนตะแคงอยู่บนเตียงหันหน้ามาทางเขา ทันทีที่แววตาสีอำพันของชายหนุ่มแปลกประหลาดสบกับเกล อีกฝ่ายเขินจนหน้าแดง รีบหลบตา และใช้นิ้วเขี่ยหมอนเล่น

“ถึงจ้องกันขนาดนี้เค้าก็ไม่ได้ชอบผู้ชายด้วยกันหรอกนะ” หมอนั่นพูดเขินๆ

ว้ากกกกกกกก ตูไม่ได้จ้องเฟ้ยยย!!!” เกลถึงกับกระเด็นตกเก้าอี้เลยทีเดียว ก็หมอนั่น... ก็หมอนั่นน่ะ!!! “นายเป็นใคร! แล้วเข้ามาข้างในนี้ได้ยังไง!” เขาสอดส่ายสายตาไปรอบๆเพื่อหาว่าประตูหรือหน้าต่างบานไหนเปิดอยู่ แต่ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ “ที่สำคัญนายแก้ผ้าหาพระแสงอะไรในห้องตูเนี่ยยยยยย!!!