วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2558

The Seventh Son (เกือบๆ จะ)รีวิว...


บอกก่อนว่านี่ไม่ใช่รีวิวนะครับ แต่เป็นการสาธยายความรู้สึกล้วนๆ หลังจากดูหนัง(ที่ไป.....มา) ถึงอย่างนั้นผมก็ตั้งเป้าว่าจะซื้อ DVD เก็บนะครับ โดยเฉพาะกับหนังเรื่องนี้ The Seventh Son โดยคุณปู่ Jeff Bridges, Ben Barnes, Julianne Moore และอื่นๆ ทว่าเด่นๆ ก็ 3 คนนี้แหละครับ



อันดับแรก ผมตามเรื่องนี้เพราะดารา 2 คน นั้นคือคุณปู่ Jeff ผมชอบสำเนียงแกมาก โดยเฉพาะบทในเรื่องของ R.I.P.D. ที่แกซึ่งแกเล่นกับไรอัน เรย์โนลด์ เหมือนกับแกเกิดมาเพื่อเป็นคาวบอยปราบผีชัดๆ เลย ส่วนดาราอีกคนก็ Barnes ที่โดนใจกับหนังเรื่องโดเรียน เกรย์ แม้ว่าตอนจบจะน่าเสียดายความหล่อไปหน่อยก็เถอะ ซึ่งพอมาดูเรื่องนี้แล้ว บอกตรงๆ ก็ไม่ผิดหวังนะครับ ปู่แกเล่นดีมาก โดยเฉพาะบทใจร้ายนี่แหละเหมาะจริงๆ แถมยังเล่นขโมยซีนพระเอกหนุ่มของเราไปเสียหมด(ส่วนทางแม่มดตัวร้าย เจ๊ Moore ก็แย่งซีนนางเอกจนคุณเธอกลายเป็นตัวประกอบไปเลย น่าสงสารจริงๆ)

หนังเรื่องนี้จุดเด่นอยู่ที่การเดินเรื่องฉับไว ไม่มีอะไรซับซ้อน(ซึ่งไอ้ไม่ซับซ้อนนี่แหละที่กลายเป็นจุดอ่อนของหนังไปในตัว) เอ็ฟเฟ็คนี่โคตรอลังการโดยเฉพาะตัวร้ายต่างๆ แม้ว่าฉากตอนเสาหล่นจะซิวนางเอกมันจะดูไม่สมจริงเท่าไหร่ก็เถอะ แอ๊กชั่นนี่ขอบอกว่าตื่นเต้นพอสมควร ส่วนเนื้อเรื่องน่าสนใจตรงที่การดึงเอาตำนานบุตรคนที่เจ็ดของบุตรคนที่เจ็ดมาเล่นผสมผสานกับอัศวินและยุคล่าแม่มดได้อย่างลงตัว ก็อย่างว่าแหละครับ เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากหนังสือชุด The Wardstone Chronicles ซึ่งเป็นนิยายขายดีของอังกฤษเขา ซึ่งจากที่ค้นข้อมูลมานั้นมีออกมาแล้ว 13 เล่มด้วยกัน ถ้าไม่ดังหรือสนุกก็ให้รู้กันไป



ผมค่อนข้างแปลกใจนะครับที่ทั้งฝรั่งแล้วก็คนส่วนใหญ่ให้คะแนนหนังเรื่องนี้ค่อนข้างแย่ บวกกับบทวิจารณ์เสียๆ หายๆ ต่างๆ นา ผมก็เห็นด้วยส่วนหนึ่งนะครับ เนื่องจากเชื่อว่าถ้าใส่ปมซับซ้อนกว่านี้เข้าไปสักหน่อย ความน่าสนใจจะเพิ่มขึ้นเยอะ บวกกับแอ๊กชั่นประมาณนี้ โอ้ นี่มันดิ อเวนเจอร์ชัดๆ (เวอร์ไปมะ) ในขณะที่ตัวหนังปัจจุบันค่อนข้างเรียบ เดินเรื่องตรงๆ แล้วก็ตัวร้ายที่ดูอลังการมากๆ โผล่มาแบบตายง่ายไปหน่อย แถมตัวบอสใหญ่ยังตายด้วยมือของพวกเดียวกันเองแทนที่จะเป็นพระเอกหรือคู่รักเก่าอีกต่างหาก ก็ต้องให้เขาหน่อยแหละครับ เพราะหนังที่สร้างจากหนังสือส่วนใหญ่จะติดปัญหาเรื่องเวลาฉายที่มีแค่ 2 ชั่วโมงนิดหน่อย เขาไม่สามารถอัดรายละเอียดทั้งหมดในหนังสือลงไปได้หรอก ดังนั้นจึงต้องมีการตัดเสริมเติมแต่งเข้าไปให้จบได้ในเวลาที่กำหนด นี่จึงเป็นข้อเสียของหนังที่สร้างจากหนังสือ โดยเฉพาะแนวแฟนตาซีหรือไซไฟ แต่สำหรับตัวผมเอง ผมให้ 9 เต็ม 10 นะครับเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลหลักๆ 2 ประการ คือ ผมชอบแนวนี้โดยส่วนตัวอยู่แล้ว และ 2 คือ เรื่องนี้ทำออกมาดูง่าย เอ็ฟเฟ็คใช้ได้ และมีรายละเอียดที่ดีโดยเฉพาะแนวคิดที่ค่อนข้างแหวกจากเรื่องอื่นๆ เรียกว่านึกจะแอ๊กชั่นก็จัดเลย ไม่มีรีรอแต่อย่างใด

ส่วนแม่ผมให้คะแนนที่ 8 เต็ม 10 จ้า

ผมแนะนำเรื่องนี้นะครับ สำหรับใครก็ตามที่กำลังหาหนังแนว dark fantasy ที่มีกลิ่นอายยุคกลาง การล่าแม่มดกับฉากแอ๊กชั่นมันๆ ถึงใจ เนื้อเรื่องเข้าใจง่ายมาก เน้นต่อยตีเป็นหลัก(ถึงช่วงต้นเรื่องจะเกริ่นไปหน่อยก็เถอะ แต่ตอนเปิดตัวด้วยการให้เจอแม่มดตัวร้ายแต่แรกเลยก็เป็นการลบความน่าเบื่อของการเกริ่นได้ค่อนข้างดี) ดูได้สนุกๆ คลายเครียด เหมาะกับการซื้อเก็บเป็น DVD ติดบ้าน นับว่า The Seventh Son ถือเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่น่าสนใจไม่น้อยเลย



ปกฉบับหนังสือครับ ว่าจะไปหามาอ่านดูสักหน่อย


ไว้ถ้ามีอารมณ์จะมาบ่นหลังไปดูอเวนเจอร์กับ ANT-man แล้วนะครับ 2 เรื่องนี้ก็จัดเป็นสุดยอดเหมือนกัน

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558

[เรื่องเล่าจาก LINE] อันนี้ผมไปเจอมา เห็นว่าน่าสนใจมากครับสำหรับคนที่ต้องการแนวคิดในการทำธุรกิจ

15 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมลงทุนทำธุรกิจ ผมต้องเดินทางไปดูงานที่เมืองหนึ่ง
หลังจากพูดคุยเรื่องธุรกิจเสร็จแล้ว ผมได้เข้าไปซื้อของขวัญในห้างสรรพสินค้า
ปกติ เวลาเดินห้างฯ ผมชอบพกเหรียญติดตัวไปด้วย เพราะแถวนั้นมักมีขอทานอยู่ ผมให้เงินเขาเหล่านั้นทีละเหรียญสองเหรียญ แค่นี้ผมก็รู้สึกเป็นสุขใจแล้ว
วันนี้ก็เหมือนกัน ในกระเป๋าของผมก็มีเศษเหรียญอยู่มากพอที่จะให้ขอทานได้หลายๆคน

หลังจากเดินดูของอยู่หลายร้านและได้ของขวัญที่ถูกใจแล้ว ผมก็เดินออกจากห้าง
จู่ๆ สายตาของผมก็พลันเหลือบไปเห็นเด็กชายคนหนึ่ง ในมือของแกถืออะไรสักอย่างและกำลังมองมาทางผมเช่นกัน สายตาของเด็กดึงผมให้เดินเข้าไปหา
เด็กคนนี้อายุน่าจะประมาณ 13-14ปี แกแต่งตัวดูสะอาดเรียบร้อย ผมเผ้าก็หวีเข้ารูปเข้าทรง แต่ที่แตกต่างจากเด็กอื่นๆก็คือ จากที่ในมือน่าจะถือไอศครีมแต่แกกลับถือป้ายแทน และป้ายที่แกถือนั้นวาดรูปเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังขัดรองเท้าอยู่ และมีข้อความเขียนว่า
“ผมอยากได้อุปกรณ์ขัดรองเท้า”
ในเมื่อยังพอมีเวลาอยู่ ผมก็เลยคุยกับเด็กชายคนนี้
“อุปกรณ์ขัดรองเท้าราคาเท่าไหร่เจ้าหนู?”
“125 เหรียญครับ” เด็กชายมองมาด้วยแววตาแบบมีความหวัง
“ฉันว่ามันแพงเกินไป” พูดเสร็จผมก็ส่ายหน้า
“ไม่เลยครับ ผมสอบถามร้านค้าส่งในตลาดมา 4 รอบแล้ว ไม่มีร้านไหนขายถูกกว่านี้แล้วครับ ”
เด็กชายเล่าอย่างตั้งใจ